<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>วัดโบราณในพระนครศรีอยุธยา</title>
	<atom:link href="http://watboran.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://watboran.wordpress.com</link>
	<description>รวมข้อมูลการท่องเที่ยววัดโบราณในพระนครศรีอยุธยา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 22 Nov 2007 05:29:20 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/ebf163a672374b4a1af9bb439c51dd1a?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>วัดโบราณในพระนครศรีอยุธยา</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com</link>
	</image>
			<item>
		<title>วัดโบราณในพระนครศรีอยุธยา</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/10/09/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/10/09/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Oct 2007 13:17:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[กลับสู่หน้าแรก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/10/11/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8/</guid>
		<description><![CDATA[
  
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=149&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img src='http://watboran.files.wordpress.com/2007/11/ayuttaya2.gif' alt='ayuttaya2.gif' /><br />
<a href="http://www.dhammathai.org/indexthai.php"><img src="http://www.dhammathai.org/link/pic/dhammathai88.gif" width="88" height="31" alt="ธรรมะไทย" border="0"></a> <a href="http://www.dhammahome.com" target="_blank"><img src="http://www.dhammahome.com/images/banner2.gif" width="88" height="31" border="0" alt="บ้านธัมมะ :: www.dhammahome.com"></a> </p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/149/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/149/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/149/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/149/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/149/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/149/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/149/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/149/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/149/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/149/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/149/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/149/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=149&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/10/09/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/11/ayuttaya2.gif" medium="image">
			<media:title type="html">ayuttaya2.gif</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.dhammathai.org/link/pic/dhammathai88.gif" medium="image">
			<media:title type="html">ธรรมะไทย</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.dhammahome.com/images/banner2.gif" medium="image">
			<media:title type="html">บ้านธัมมะ :: www.dhammahome.com</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>วัดบรมพุทธาราม</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/02/08/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/02/08/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Feb 2007 10:57:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๑๕.วัดบรมพุทธาราม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/02/08/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติ
วัดบรมพุทธาราม ตั้งอยู่ในสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยาทางด้านทิศตะวันตก
เป็นวัดที่สมเด็จพระเพทราชากษัตริย์อยุธยาองค์ที่ 28 แห่งราชวงค์บ้านพลูหลวง
โปรดให้สร้างขึ้นในบริเวณย่านป่าตองอันเป็นนิวาสสถาน(บ้าน)เดิม
วัดนี้เคยเป็นพระอารามหลวงครั้งกรุงศรีอยุธยา และพระอุโบสถ วิหารการเปรียญ
มุงหลังคาด้วยกระเบื้องเคลือบแปลกประหลาดกว่าวัดอื่น จึงเรียกกันเป็นสามัญว่า
“วัดกระเบื้องเคลือบ” 
การมุงหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองแกมเขียวนี้ ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ได้โปรดให้มุงหลังคา พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทในวังนารายณ์ราชนิเวศน์
และวิหารกลางในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี เมื่อพระเพทราชารับราชการ
เป็นเจ้ากรมช้าง ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อยู่ที่วังนารายณ์ราชนิเวศน์
คงเห็นหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองสวยงามดี จึงได้ให้มุงหลังคากระเบื้องเคลือบ
ที่วัดบรมพุทธารามนี้บ้าง
ปี พ.ศ. 2499กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งโบราณสถานวัดบรมพุทธาราม
ได้พบกระเบื้องเคลือบสีเหลืองรูปครุฑ รูปเทพพนม เคลือบสีเหลืองแกมเขียว
เดิมคงติดประดับอยู่ที่พระเจดีย์ซุ้มประตูหน้าโบสถ์ ศิลปโบราณวัตถุสถาน
ประกอบด้วยพระอุโบสถ ก่ออิฐถือปูน หันหน้าไปทางทิศเหนือ มีประตูด้านหน้า 3 ประตู
ด้านหลัง 2 ประตู มีมุขหน้าหลังและมีซุ้มประตูปูนปั้นเป็นรูปพระจุฬามณี พระประธานเป็น
พระพุทธรูปปูนปั้นก่ออิฐถือปูน
ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีหลักฐานว่าโปรดให้ซ่อมวัดนี้ครั้งหนึ่ง
และโปรดให้ทำบานประตูประดับมุกติดประตูพระอุโบสถเพิ่มขึ้น ปัจจุบันบานมุกนี้
ประดิษฐาน ณ หอพระมณเฑียรธรรม ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามคู่หนึ่ง
และที่วัดเบญจมบพิตรคู่หนึ่ง ส่วนอีกคู่หนึ่งมีผู้นำไปตัดทำเป็นตู้ใส่หนังสือ ซึ่งตู้ใบนี้
สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงได้มาละประทานแก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เป็นงานฝีมือประดับมุกยอดเยี่ยมทั้ง 3 คู่
รอบนอกพระอุโบสถ มีซากฐานตั้งใบเสมา รวม 8 ใบ มีกำแพงรอบพระอุโบสถทั้งสี่ด้าน
มีประตูกำแพงด้านละ 2 ประตูภายนอกกำแพงด้านหน้าอุโบสถ มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง
เรียงอยู่ 2 องค์ มีซากวิหารรูปสี่เหสี่ยงผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศเหนือ มีประตูใหญ่
ด้านละ 1 ประตู ประตูข้างด้านใต้ 2 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=56&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>ประวัติ</strong><br />
<strong>วัดบรมพุทธาราม</strong> ตั้งอยู่ในสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยาทางด้านทิศตะวันตก<br />
เป็นวัดที่สมเด็จพระเพทราชากษัตริย์อยุธยาองค์ที่ 28 แห่งราชวงค์บ้านพลูหลวง<br />
โปรดให้สร้างขึ้นในบริเวณย่านป่าตองอันเป็นนิวาสสถาน(บ้าน)เดิม<br />
วัดนี้เคยเป็นพระอารามหลวงครั้งกรุงศรีอยุธยา และพระอุโบสถ วิหารการเปรียญ<br />
มุงหลังคาด้วยกระเบื้องเคลือบแปลกประหลาดกว่าวัดอื่น จึงเรียกกันเป็นสามัญว่า<br />
<strong>“วัดกระเบื้องเคลือบ” </strong></p>
<p>การมุงหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองแกมเขียวนี้ ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช<br />
ได้โปรดให้มุงหลังคา พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทในวังนารายณ์ราชนิเวศน์<br />
และวิหารกลางในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี เมื่อพระเพทราชารับราชการ<br />
เป็นเจ้ากรมช้าง ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อยู่ที่วังนารายณ์ราชนิเวศน์<br />
คงเห็นหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองสวยงามดี จึงได้ให้มุงหลังคากระเบื้องเคลือบ<br />
ที่วัดบรมพุทธารามนี้บ้าง</p>
<p>ปี พ.ศ. 2499กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งโบราณสถานวัดบรมพุทธาราม<br />
ได้พบกระเบื้องเคลือบสีเหลืองรูปครุฑ รูปเทพพนม เคลือบสีเหลืองแกมเขียว<br />
เดิมคงติดประดับอยู่ที่พระเจดีย์ซุ้มประตูหน้าโบสถ์ ศิลปโบราณวัตถุสถาน<br />
ประกอบด้วยพระอุโบสถ ก่ออิฐถือปูน หันหน้าไปทางทิศเหนือ มีประตูด้านหน้า 3 ประตู<br />
ด้านหลัง 2 ประตู มีมุขหน้าหลังและมีซุ้มประตูปูนปั้นเป็นรูปพระจุฬามณี พระประธานเป็น<br />
พระพุทธรูปปูนปั้นก่ออิฐถือปูน</p>
<p>ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีหลักฐานว่าโปรดให้ซ่อมวัดนี้ครั้งหนึ่ง<br />
และโปรดให้ทำบานประตูประดับมุกติดประตูพระอุโบสถเพิ่มขึ้น ปัจจุบันบานมุกนี้<br />
ประดิษฐาน ณ หอพระมณเฑียรธรรม ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามคู่หนึ่ง<br />
และที่วัดเบญจมบพิตรคู่หนึ่ง ส่วนอีกคู่หนึ่งมีผู้นำไปตัดทำเป็นตู้ใส่หนังสือ ซึ่งตู้ใบนี้<br />
สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงได้มาละประทานแก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ<br />
เป็นงานฝีมือประดับมุกยอดเยี่ยมทั้ง 3 คู่</p>
<p>รอบนอกพระอุโบสถ มีซากฐานตั้งใบเสมา รวม 8 ใบ มีกำแพงรอบพระอุโบสถทั้งสี่ด้าน<br />
มีประตูกำแพงด้านละ 2 ประตูภายนอกกำแพงด้านหน้าอุโบสถ มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง<br />
เรียงอยู่ 2 องค์ มีซากวิหารรูปสี่เหสี่ยงผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศเหนือ มีประตูใหญ่<br />
ด้านละ 1 ประตู ประตูข้างด้านใต้ 2 ประตู </p>
<p>จิตรกรรม พบที่ บานแผละหน้าต่าง เป็นพื้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ บานแผละประตูหลัง<br />
ด้านขวาพระประธานมีภาพลางๆคล้ายบุคคลนั่งในปราสาท บานแผละ*ประตูหลังด้านซ้าย<br />
พระประธาน มีกรอบเส้นสินเทาและเส้นหลังคาปราสาท สีที่ใช้เท่าที่ปรากฏมีสีเขียว,สีดำ<br />
ลงเป็นพื้นพุ่มข้าวบิณฑ์ และลายกระหนกที่ล้อมรอบพุ่มข้าวบิณฑ์<br />
พุ่มข้าวบิณฑ์์แต่ละบานแผละ* มีลักษณะต่างกันบางแห่งเป็นลายพันธุ์พฤกษา<br />
บางแห่งเป็นลายกระหนก เขียนสีลงบนผนังปูนฉาบที่เรียบสีขาว เนื่องจากในปัจจุบันยัง<br />
ไม่มีหน่วยงานของกรมศิลปากรเข้าไปทำการอนุรักษ์ ภาพจิตรกรรมจึงถูกลบเลือนไป<br />
จนแทบจะไม่ปรากฏให้เห็นอีกแล้ว</p>
<p>* หมายเหตุ บานแผละคือผนังตอนที่บานประตูหน้าต่างเมื่อเปิดเข้าไปแล้วแปะอยู่</p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
หากเดินทางมาจากรุงเทพโดยใช้ถนนสายเอเชีย(ทางหลวงหมายเลข 32)เลี้ยวซ้าย<br />
ตรงสี่แยกเข้าอยุธยา ตรงเข้ามาผ่านสะพานนเศวร ไปตาม ถ.โรจนะจนสุดถนนแล้ว<br />
เลี้ยวซ้าย วัดบรมพุทธารามจะอยู่ทางซ้ายมือ</p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/56/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/56/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/56/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/56/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/56/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/56/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/56/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/56/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/56/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/56/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/56/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/56/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=56&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/02/08/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>วัดไชยวัฒนาราม</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/02/06/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/02/06/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Feb 2007 05:33:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๑๑.วัดไชยวัฒนาราม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/02/06/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</guid>
		<description><![CDATA[วัดไชยวัฒนาราม ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งก็ตั้งอยู่ริม แม่น้ำเจ้าพระยา
ทางฝั่งตะวันตกของเกาะเมือง วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดหนึ่ง ที่มีสถาปัตยกรรมการก่อสร้าง
ไม่เหมือนวัดอื่นๆ ใน อยุธยา และเนื่องจากกรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะตลอดมาจนปัจจุบัน
นักท่องเที่ยวยังคงมองเห็นเค้าแห่งความสวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งผู้ไปเยือนไม่ควรพลาด

-วัดไชยวัฒนาราม-
วัดไชยวัฒนารามสร้างบนพื้นที่ 160 เมตรยาว 310 เมตร โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
กล่าวได้ว่าวัดนี้ตั้งตรงกับทิศทางคตินิยมในการสร้างวัดที่ปฏิบัติเป็นประเพณีสืบกันมา
นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับเหตุการณ์ในพุทธประวัติที่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ทรงประทับภาย
ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกสู่แม่น้ำเนรัญชรา ทรงบำเพ็ญสมาธิ
จนบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ พระพุทธรูปซึ่งเป็นหลักของวัด ก็สร้างแทนองค์ประพุทธเจ้า
คือพระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งเป็นปางที่แสดงเหตุการณ์ตอน
พระพุทธองค์ตรัสรู้
ประวัติ
วัดไชยวัฒนารามบางครั้งเรียกว่า “วัดไชยยาราม” และ “วัดไชยชนะทาราม”
เป็นพระอารามหลวงในสมัยอยุธยา ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดให้
สถาปนาขึ้นเป็นวัดอรัญวาศรี ณ บริเวณที่ดินซึ่งเป็นนิวาสสถานของพระราชชนนีในปี
ที่ขึ้นครองราชย์ คือปีมะเมีย พ.ศ.2173 สันนิษฐานว่าเป็นวัดประจำรัชกาลด้วย
ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ใช้วัดนี้ในฐานะเป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี
สำหรับพระราชทานเพลิงศพของพระราชวงศ์และขุนนางผู้สูงศักดิ์ 
ในปี พ.ศ.2299 กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง)
กวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้ถูกกล่าวโทษว่าเสด็จเข้ามาทำชู้กับเจ้าฟ้าสังวาลย์
ในพระราชวังหลายครั้ง สืบสวนได้ความเป็นสัตย์จริง จึงลงพระราชอาญาเฆี่ยนทั้ง
สองพระองค์จนดับสูญแล้วนำศพไปฝังไว้ ณ วัดไชยวัฒนารามทั้งสองพระองค์
จุดน่าสนใจ
ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่บริเวณตรงกลางของพื้นที่ ฐานประทักษิณ ซึ่งฐานประทักษิณ
ได้ยกสูงขึ้นมา จากพื้น 1.5 เมตร มีลักษณะเป็นปรางค์ จัตุรมุข(มีมุขยื่นออกมาทั้ง4ด้าน)
ในส่วน ของมุขด้านตะวันออก จะเจาะมุขทะลุเข้าสู่เรือนธาตุ ซึ่งภายในจะประดิษฐาน
พระพุทธรุปนั่ง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=38&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดไชยวัฒนาราม</strong> ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งก็ตั้งอยู่ริม แม่น้ำเจ้าพระยา<br />
ทางฝั่งตะวันตกของเกาะเมือง วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดหนึ่ง ที่มีสถาปัตยกรรมการก่อสร้าง<br />
ไม่เหมือนวัดอื่นๆ ใน อยุธยา และเนื่องจากกรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะตลอดมาจนปัจจุบัน<br />
นักท่องเที่ยวยังคงมองเห็นเค้าแห่งความสวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งผู้ไปเยือนไม่ควรพลาด</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/045.jpg" alt="" /><br />
<em>-วัดไชยวัฒนาราม-</em></p>
<p>วัดไชยวัฒนารามสร้างบนพื้นที่ 160 เมตรยาว 310 เมตร โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก<br />
กล่าวได้ว่าวัดนี้ตั้งตรงกับทิศทางคตินิยมในการสร้างวัดที่ปฏิบัติเป็นประเพณีสืบกันมา<br />
นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับเหตุการณ์ในพุทธประวัติที่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ทรงประทับภาย<br />
ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกสู่แม่น้ำเนรัญชรา ทรงบำเพ็ญสมาธิ<br />
จนบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ พระพุทธรูปซึ่งเป็นหลักของวัด ก็สร้างแทนองค์ประพุทธเจ้า<br />
คือพระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งเป็นปางที่แสดงเหตุการณ์ตอน<br />
พระพุทธองค์ตรัสรู้</p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วัดไชยวัฒนารามบางครั้งเรียกว่า “วัดไชยยาราม” และ “วัดไชยชนะทาราม”<br />
เป็นพระอารามหลวงในสมัยอยุธยา ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดให้<br />
สถาปนาขึ้นเป็นวัดอรัญวาศรี ณ บริเวณที่ดินซึ่งเป็นนิวาสสถานของพระราชชนนีในปี<br />
ที่ขึ้นครองราชย์ คือปีมะเมีย พ.ศ.2173 สันนิษฐานว่าเป็นวัดประจำรัชกาลด้วย</p>
<p>ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ใช้วัดนี้ในฐานะเป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี<br />
สำหรับพระราชทานเพลิงศพของพระราชวงศ์และขุนนางผู้สูงศักดิ์ </p>
<p>ในปี พ.ศ.2299 กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง)<br />
กวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้ถูกกล่าวโทษว่าเสด็จเข้ามาทำชู้กับเจ้าฟ้าสังวาลย์<br />
ในพระราชวังหลายครั้ง สืบสวนได้ความเป็นสัตย์จริง จึงลงพระราชอาญาเฆี่ยนทั้ง<br />
สองพระองค์จนดับสูญแล้วนำศพไปฝังไว้ ณ วัดไชยวัฒนารามทั้งสองพระองค์</p>
<p><strong>จุดน่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>ปรางค์ประธาน</strong> ตั้งอยู่บริเวณตรงกลางของพื้นที่ ฐานประทักษิณ ซึ่งฐานประทักษิณ<br />
ได้ยกสูงขึ้นมา จากพื้น 1.5 เมตร มีลักษณะเป็นปรางค์ จัตุรมุข(มีมุขยื่นออกมาทั้ง4ด้าน)<br />
ในส่วน ของมุขด้านตะวันออก จะเจาะมุขทะลุเข้าสู่เรือนธาตุ ซึ่งภายในจะประดิษฐาน<br />
พระพุทธรุปนั่ง (ปัจจุบันไม่พบแล้ว) ยอดขององค์ปรางค์ ทำเป็นรัดประคดซ้อนกัน 7 ชั้น<br />
แต่ละชั้น เป็นลวดลาย ใบขนุน กลีบขนุน ส่วนบนสุดเป็นทรงดอกบัวตูม ปรางค์แบบนี้<br />
มีลักษณะเหมือน ปรางค์ในสมัย อยุธยาตอนต้น ซึ่ง วัดไชยวัฒนารามนั้น สร้างในสมัย<br />
อยุธยาตอนกลาง จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการนำเอาพระปรางค์ที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยา<br />
ตอนต้นมาก่อสร้างอีกครั้งหนึ่ง  </p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/050.jpg" alt="" /><br />
<em>-ปรางค์ประธาน วัดไชยวัฒนาราม-</em></p>
<p><strong>ปรางค์บริวาร </strong>คือปรางค์องค์เล็กลงมาที่อยู่รายล้อม ปรางค์ประธาน มีทั้งหมด 4 องค์<br />
ลักษณะจะเพรียวกว่า ปรางค์ ประธาน </p>
<p><strong>เมรุ</strong> คืออาคารทรงยอด แหลมที่อยู่รายรอบระเบียงคด ทั้ง 8 ทิศ ภายในคูหาจะประดิษฐาน<br />
พระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางมารวิชัย เอาไว้ที่เมรุทิศ เมรุละ 1 องค์ เมรุมุม เมรุละ 2องค์<br />
ภายในคูหา มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง หลงเหลือร่องรอยอยู่เล็กน้อย </p>
<p><strong>ระเบียงคด</strong> คือส่วนที่เชื่อมต่อ ระหว่างเมรุแต่ละเมรุเอาไว้ โดยรอบฐานประทักษิณ<br />
ซึ่งแต่เดิมจะมีหลังคารอบๆ ที่บริเวณระเบียงคดนี้ จะมีพระพุทธรูป ปางมารวิชัย<br />
ประดิษฐานอยู่ รวมทั้งหมด 120 องค์ แกนในทำจากไม้ พอกปูนทีละชั้นจนได้สัดส่วน<br />
ส่วนนิ้ว ใช้โลหะสำริด ดัดขึ้นรูป ปัจจุบันเหลือที่ยังมีพระเศียร อยู่ 2 องค์ </p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/049.jpg" alt="" /><br />
<em>-พระพุทธรูปรายรอบระเบียงคด-</em></p>
<p><strong>พระอุโบสถ</strong> อยู่ทางด้านทิศตะวันออกนอก ระเบียงคด มีซากพระประธานปางสมาธิ<br />
ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี สถาพปัจจุบันเหลือเพียงฐานเสาอุโบสถ และรอยฐานเสมา </p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/052.jpg" alt="" /><br />
<em>-ซากพระประธานปางสมาธิประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี-</em></p>
<p><strong>ภาพปูนปั้น</strong> อยู่บริเวณด้านนอกของเมรุทั้ง 8 องค์ จะเป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ </p>
<p><strong>การเดินทาง</strong></p>
<p><strong>ทางเรือ</strong> ท่านอาจเช่าเหมาเรือหางยาวจากบริเวณหลังลานจอดรถฝั่งตรงข้าม<br />
พระราชวังจันทรเกษมด้านตะวันออกของเกาะเมือง ล่องไปตามลำน้ำป่าสัก<br />
ลงไปทางใต้ผ่านวิทยาลัยการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา วัดพนัญเชิงวรวิหาร<br />
วัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์โปรตุเกส วัดไชยวัฒนาราม วัดกษัตราธิราชวรวิหาร<br />
และเจดีย์พระศรีสุริโยทัย</p>
<p><strong>ทางรถยนต์</strong>  สามารถใช้เส้นทางเดียวกับวัดกษัตราธิราช แต่พอข้ามสะพานวัดกษัตราธิราช<br />
ไปแล้วให้เลี้ยวขวาแล้วตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นวัดไชยวัฒนารามตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ทางด้านหน้า</p>
<p>เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น.<br />
ค่าเข้าชม ชาวไทย10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท<br />
หรือสามารถซื้อบัตรรวมได้ ชาวไทย 60 บาท ชาวต่างประเทศ 180 บาท<br />
โดยบัตรนี้สามารถเข้าชมวัดและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้<br />
ภายในระยะเวลา 30 วัน อันได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังหลวง  วัดมหาธาตุ<br />
วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดไชยวัฒนาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาและ<br />
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม<br />
หมายเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30น.- 21.00น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน</p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/38/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/38/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/38/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/38/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/38/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=38&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/02/06/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/045.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/050.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/049.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/052.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดพระศรีสรรเพชญ</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/02/06/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%8d/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/02/06/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%8d/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Feb 2007 04:10:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๐๑.วัดพระศรีสรรเพชญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/02/06/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%8d/</guid>
		<description><![CDATA[วัดพระศรีสรรเพชญ ตั้งอยู่ในเขตพระราชวังโบราณ เป็นวัดพุทธาวาสที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา
เพื่อประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง และเก็บอัฐิของพระมหากษัตริย์
เปรียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพมหานคร
ปัจจุบันเหลือเพียงซากอิฐปูนและเจดีย์สามองค์ที่ตั้งตะหง่านเป็นจุดเด่น  แต่ยังคงเป็นจุดที่
ดึงความสนใจของนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชมอยู่เสมอ  และเมื่อได้ลองจินตนาการดู
ก็จะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และความงดงามของกรุงศรีอยุธยาในสมัยที่ยังเป็นราชธานี

เจดีย์ทรงกลมเรียงกัน 3 องค์ คือสัญลักษณ์ของวัดพระศรีสรรเพชญ
ประวัติ
วัดพระศรีสรรเพชญ์ เดิมในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ใช้เป็นที่ประทับ
ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่ทางตอนเหนือ
แล้วจึงโปรดฯให้ยกเป็นเขตพุทธาวาส เพื่อประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง
จึงเป็นวัดในเขตพระราชวังที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แตกต่างกับวัดมหาธาตุสุโขทัย
ที่มีพระสงฆ์จำพรรษา ทั้งวัดมหาธาตุ สุโขทัย,วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา
และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่างก็ถูกสถาปนาขึ้นในมูลเหตุการสร้างวัดเดียวกันนั่นคือ
&#8220;สร้างเพื่อเป็นวัดประจำพระราชวัง&#8221;
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๓๕ รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างพระสถูปเจดีย์องค์ตะวันออก เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระราชบิดา สมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถ
หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๐๔๒ พระองค์ก็ทรงให้สร้างพระเจดีย์องค์ต่อมา ซึ่งเป็นพระเจดีย์
องค์กลาง เพื่อบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 พระบรมเชษฐาธิราช
ในปีต่อมา พ.ศ. ๒๐๔๓ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงสร้างพระวิหาร ทรงหล่อพระพุทธรูป
ยืนสูง ๘ วา (ประมาณ 16 เมตร)หุ้มด้วยทองคำหนัก ๒๘๖ ชั่ง (ประมาณ ๑๗๑ กิโลกรัม)
ประดิษฐานไว้ในวิหาร [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=37&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดพระศรีสรรเพชญ </strong>ตั้งอยู่ในเขตพระราชวังโบราณ เป็นวัดพุทธาวาสที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา<br />
เพื่อประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง และเก็บอัฐิของพระมหากษัตริย์<br />
เปรียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพมหานคร<br />
ปัจจุบันเหลือเพียงซากอิฐปูนและเจดีย์สามองค์ที่ตั้งตะหง่านเป็นจุดเด่น  แต่ยังคงเป็นจุดที่<br />
ดึงความสนใจของนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชมอยู่เสมอ  และเมื่อได้ลองจินตนาการดู<br />
ก็จะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และความงดงามของกรุงศรีอยุธยาในสมัยที่ยังเป็นราชธานี</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/021.jpg" alt="" /><br />
<em>เจดีย์ทรงกลมเรียงกัน 3 องค์ คือสัญลักษณ์ของวัดพระศรีสรรเพชญ</em></p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วัดพระศรีสรรเพชญ์ เดิมในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ใช้เป็นที่ประทับ<br />
ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่ทางตอนเหนือ<br />
แล้วจึงโปรดฯให้ยกเป็นเขตพุทธาวาส เพื่อประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง<br />
จึงเป็นวัดในเขตพระราชวังที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แตกต่างกับวัดมหาธาตุสุโขทัย<br />
ที่มีพระสงฆ์จำพรรษา ทั้งวัดมหาธาตุ สุโขทัย,วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา<br />
และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่างก็ถูกสถาปนาขึ้นในมูลเหตุการสร้างวัดเดียวกันนั่นคือ<br />
&#8220;สร้างเพื่อเป็นวัดประจำพระราชวัง&#8221;</p>
<p>ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๓๕ รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ<br />
ให้สร้างพระสถูปเจดีย์องค์ตะวันออก เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระราชบิดา สมเด็จพระบรม<br />
ไตรโลกนาถ</p>
<p>หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๐๔๒ พระองค์ก็ทรงให้สร้างพระเจดีย์องค์ต่อมา ซึ่งเป็นพระเจดีย์<br />
องค์กลาง เพื่อบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 พระบรมเชษฐาธิราช</p>
<p>ในปีต่อมา พ.ศ. ๒๐๔๓ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงสร้างพระวิหาร ทรงหล่อพระพุทธรูป<br />
ยืนสูง ๘ วา (ประมาณ 16 เมตร)หุ้มด้วยทองคำหนัก ๒๘๖ ชั่ง (ประมาณ ๑๗๑ กิโลกรัม)<br />
ประดิษฐานไว้ในวิหาร ถวายพระนามว่า พระศรีสรรเพชญดาญาณ </p>
<p>เจดีย์องค์ที่ ๓ ถัดมาจากด้านทิศตะวันตกเป็น เจดีย์บรรจุพระอัฐิ ของสมเด็จพระบรม<br />
ราชาธิราชที่ ๒ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔(พระหน่อพุทธางกูร) พระราชโอรสได้โปรด<br />
ให้สร้างขึ้น เจดีย์ทั้งสามองค์นี้เป็นเจดีย์แบบลังกา</p>
<p>ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมพระองค์โปรดเกล้าฯให้สร้าง พระที่นั่งจอมทอง ตั้งอยู่ใกล้ๆ<br />
กำแพงทางด้านติดกับ วิหารพระมงคลบพิตร เพื่อให้เป็นสถานที่ให้พระสงฆ์บอกเล่าหนังสือ<br />
พระสงฆ์</p>
<p>ราวรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดหลวงแห่งนี้เป็นครั้งแรก</p>
<p>ภายหลังเมื่อเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าได้เผาลอกทองคำไปหมด และองค์พระพังยับเยิน<br />
ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงโปรดเกล้าฯ ให้<br />
ย้ายมาประดิษฐานวัดพระเชตุพน และ บรรจุชิ้นส่วนซึ่งบูรณะไม่ได้เหล่านั้นไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่<br />
ที่สร้างขึ้นแล้วพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า เจดีย์สรรเพชญดาญาณ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วิหารทิศ</p>
<p>ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาล<br />
มณฑลกรุงเก่าได้ดำเนิน การขุดสมบัติจากกรุภายในเจดีย์ พบพระพุทธรูป เครื่องทองคำมากมาย<br />
และในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีการบูรณะวัดนี้จนมีสภาพที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/071.jpg" alt="" /><br />
<em>-เจดีย์วัดพระศรีสรรเพชญ์ยามค่ำ-</em></p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
หากเดินทางมาจากรุงเทพโดยใช้ถนนสายเอเชีย(ทางหลวงหมายเลข 32)เลี้ยวซ้าย<br />
ตรงสี่แยกเข้าอยุธยา ตรงเข้ามาผ่านสะพานนเศวร ไปตาม ถ.โรจนะจนสุดถนน<br />
เลี้ยวขวาตรงศาลากลางเก่าไปจนถึงวงเวียน บริเวณที่ทำการตำรวจท่องเที่ยว<br />
เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 500 ม.จะมีทางแยกเลี้ยวขวาซึ่งจะเป็นด้านหลังวิหาร<br />
พระมงคลบพิตร  วัดพระศรีสรรเพชญจะอยู่ถัดออกไป</p>
<p>เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น.<br />
ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท<br />
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 3<br />
โทร (035)242501,(035)242448<br />
หมายเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30น.-21.00น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน </p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/37/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/37/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/37/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/37/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/37/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=37&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/02/06/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%8d/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/021.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/071.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดสุวรรณดาราราม</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:24:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๑๒.วัดสุวรรณดาราราม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87/</guid>
		<description><![CDATA[วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร อยู่ในเขตพระนครด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง
เป็นวัดที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจมาดูภาพจิตรกรรมที่ฝาผนังในวิหาร ซึ่งเป็นภาพเขียนสีน้ำมัน
ฝีมือของ มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตร เป็นภาพ เรื่องพระราชพงศาวดาร
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นภาพเขียนที่มีความเหมือนจริงมีใบหน้า ร่างกายกล้ามเนื้อ
และสัดส่วนต่างตามสรีระของบุคคลจริง อันมีอิทธิพลมาจากตะวันตกและได้นำมาประยุกต์ใช้
ในจิตรกรรมไทย ซึ่งเชื่อว่าเป็นจิตรกรรมสีน้ำมันบนฝาผนังปูนแห่งแรกในประเทศไทย
ประวัติ
วัดสุวรรณดาราราม ตั้งอยู่ภายในกำแพงกรุงศรีอยุธยาทางทิศใต้ ริมป้อม เพชรตำบลหอรัตไชย
อำเภอพระนครศรีอยุธยา บิดาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้สร้าง “วัดทอง”
ขึ้นใกล้กับบริเวณนิวาสถานเดิม 
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2310 พม่าได้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก วัดทองก็ถูกพม่าทำลาย
กลายเป็นวัดร้างมานานถึง 18 ปี 
ครั้นใน พ.ศ.2325 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษก
และสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีแล้ว ต่อมาใน พ.ศ.2328 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ
ให้ปฏิสังขรณ์วัดทองที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่กรุงแตกใหม่ทั้งอาราม ในการปฏิสังขรณ์
และการก่อสร้างครั้งนี้ กรมพระราชวังบวรมหาสุร สิงหนาท พระอนุชาได้ทรงร่วมปฏิสังขรณ์
และก่อสร้างพระอุโบสถ พระเจดีย์ และหมู่กุฏิทั้งหมดด้วย เมื่อการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ
พระองค์ได้พระราชทานนามใหม่ตามชื่อของพระราชบิดา(ทองดี)และพระราชมารดา(ดาวเรือง)
ว่า “วัดสุวรรณดาราราม”
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต พระมหากษัตริย์
รัชกาลต่อมาแห่งราชวงค์จักรี ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้ต่อมาเป็นลำดับ มีการก่อสร้างพระวิหาร
เจดีย์ กำแพงแก้ว และปูชนียสถานอื่นๆภายในพระอารามแห่งนี้ นับได้ว่าวัดสุวรรณดารา
เป็นพระอารามแห่งราชวงศ์จักรีโดยแท้ และเป็นวัดที่สวยงามมีสง่าน่าชมยิ่งนัก
จุดหน้าสนใจ
พระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่นี้ สิ่งที่สวยงามสะดุดตาก็คือ หลังคาพระอุโบสถประดับช่อฟ้า
ใบระกา หางหงส์ หน้าบันทำด้วยไม้สัก แกะสลักลายกนกเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ปิดทอง
ประดับกระจกตลอด เฉพาะคันทวยที่ประดับรับเชิงชายคาพระอุโบสถทุกตัว ได้แกะสลักเป็นราย
นกพันรอบทวย ลวดลายอ่อนช้อยงดงามยิ่งนักรูปทรงพระอุโบสถภายนอกเป็นรูปทรงเรือสำเภา
ซึ่งนับเป็นศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ที่ยังเหลือไว้ให้ได้ศึกษา
ภายในพระอุโบสถ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=25&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร อยู่ในเขตพระนครด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมือง<br />
เป็นวัดที่เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจมาดูภาพจิตรกรรมที่ฝาผนังในวิหาร ซึ่งเป็นภาพเขียนสีน้ำมัน<br />
ฝีมือของ มหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตร เป็นภาพ เรื่องพระราชพงศาวดาร<br />
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นภาพเขียนที่มีความเหมือนจริงมีใบหน้า ร่างกายกล้ามเนื้อ<br />
และสัดส่วนต่างตามสรีระของบุคคลจริง อันมีอิทธิพลมาจากตะวันตกและได้นำมาประยุกต์ใช้<br />
ในจิตรกรรมไทย ซึ่งเชื่อว่าเป็นจิตรกรรมสีน้ำมันบนฝาผนังปูนแห่งแรกในประเทศไทย</p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วัดสุวรรณดาราราม ตั้งอยู่ภายในกำแพงกรุงศรีอยุธยาทางทิศใต้ ริมป้อม เพชรตำบลหอรัตไชย<br />
อำเภอพระนครศรีอยุธยา บิดาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้สร้าง “วัดทอง”<br />
ขึ้นใกล้กับบริเวณนิวาสถานเดิม </p>
<p>ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2310 พม่าได้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก วัดทองก็ถูกพม่าทำลาย<br />
กลายเป็นวัดร้างมานานถึง 18 ปี </p>
<p>ครั้นใน พ.ศ.2325 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษก<br />
และสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีแล้ว ต่อมาใน พ.ศ.2328 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ<br />
ให้ปฏิสังขรณ์วัดทองที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่กรุงแตกใหม่ทั้งอาราม ในการปฏิสังขรณ์<br />
และการก่อสร้างครั้งนี้ กรมพระราชวังบวรมหาสุร สิงหนาท พระอนุชาได้ทรงร่วมปฏิสังขรณ์<br />
และก่อสร้างพระอุโบสถ พระเจดีย์ และหมู่กุฏิทั้งหมดด้วย เมื่อการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ<br />
พระองค์ได้พระราชทานนามใหม่ตามชื่อของพระราชบิดา(ทองดี)และพระราชมารดา(ดาวเรือง)<br />
ว่า <strong>“วัดสุวรรณดาราราม”</strong></p>
<p>เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต พระมหากษัตริย์<br />
รัชกาลต่อมาแห่งราชวงค์จักรี ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้ต่อมาเป็นลำดับ มีการก่อสร้างพระวิหาร<br />
เจดีย์ กำแพงแก้ว และปูชนียสถานอื่นๆภายในพระอารามแห่งนี้ นับได้ว่าวัดสุวรรณดารา<br />
เป็นพระอารามแห่งราชวงศ์จักรีโดยแท้ และเป็นวัดที่สวยงามมีสง่าน่าชมยิ่งนัก</p>
<p><strong>จุดหน้าสนใจ</strong></p>
<p><strong>พระอุโบสถ</strong>ที่สร้างขึ้นใหม่นี้ สิ่งที่สวยงามสะดุดตาก็คือ หลังคาพระอุโบสถประดับช่อฟ้า<br />
ใบระกา หางหงส์ หน้าบันทำด้วยไม้สัก แกะสลักลายกนกเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ปิดทอง<br />
ประดับกระจกตลอด เฉพาะคันทวยที่ประดับรับเชิงชายคาพระอุโบสถทุกตัว ได้แกะสลักเป็นราย<br />
นกพันรอบทวย ลวดลายอ่อนช้อยงดงามยิ่งนักรูปทรงพระอุโบสถภายนอกเป็นรูปทรงเรือสำเภา<br />
ซึ่งนับเป็นศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ที่ยังเหลือไว้ให้ได้ศึกษา</p>
<p>ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธานซึ่งจะลองขยายส่วนจาก<br />
<strong>พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรพระแก้วมรกต (พระแก้วมรกต)</strong> วัดพระศรีรัตนศาสดาราม<br />
รูปทรงงดงาม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบเหนือพระรัตน<br />
บัลลังก์ที่ประดับกระจกสีด้านซ้าย และขวาเป้นที่ประดิษฐานนพดลมหาเศวตรฉัตร<br />
เพดานพระอุโบสถเป็นไม้จำหลักลายดวงดาราบนพื้นสีแดง ลงรักปิดทองประดับกระจก<br />
ตรงกลางเป็นดาวประธาน ล้อมรอบด้วยดาวบริวาร 12 ดวง ภายในกรอบย่อมุมไม้สิบสอง</p>
<p><strong>วิหาร</strong>มีลักษณะเป็นอาคารเครื่องก่อ ด้านหลังมีเจดีย์ใหญ่ โครงสร้างพระวิหารเหมือนกับอุโบสถ<br />
แต่ไม่มีคันทวย และหน้าบันเป็นรูปช้างเอราวัณยืนแท่น ทูนแว่นฟ้า บนพานมีฉัตร 5 ชั้น<br />
ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปโลหะลงรักปิดทอง มีเรือนแก้วแบบเรือนแก้ว<br />
พระพุทธชินราช แต่เป็นจำหลักเขียนสีปิดทอง </p>
<p>สิ่งสำคัญภายในวัดซึ่งถือว่ามีคุณค่าควรแก่การดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี นั้นก็คือ<br />
<strong>ภาพจิตรกรรม</strong>ฝาฝนังในพระอุโบสถ และพระวิหาร  โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถ<br />
ซึ่งมีอายุกว่า 200 ปี โดยได้รับความอุปถัมภ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนต้น<br />
รัตนโกสินทร์ ซึ่งเขียนเรื่องพุทธประวัติ ไตรภูมิ ทศชาติชาดก การลำดับภาพ<br />
คือฝาผนังด้านข้างแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนบนเหนือขอบหน้าต่าง เขียนภาพเทพชุมนุม 2 ชั้น<br />
ชั้นละ 16 องค์ ชั้นบนเป็นรูปเทพ ชั้นล่างเป็นรูปเทพและยักษ์ซึ่งเทพชั้นนี้ถือเป็นเทพชั้นต่ำสุด<br />
เทพทุกพระองค์พนมมือหันหน้าไปทางองค์พระประธาน</p>
<p>ภาพส่วนล่าง ที่ห้องภาพระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพเรื่องทศชาติชาดก<br />
ส่วนฝาผนังด้านหน้าเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนมารวิชัย มีขนาดใหญ่เต็มผนัง<br />
และด้านหลังเป็นภาพเรื่องไตรภูมิ</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/063.jpg" alt="" /><br />
<em>ภาพเขียนเรื่องเกี่ยวกับพระราชพงศาวดารสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แสดงเรื่องตั้งแต่เมื่อ<br />
เสียกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2112 ตั้งแต่ตอนที่พระนเรศวรไปเป็นองค์จำนำอยู่ที่เมืองหงสาวดี<br />
ประเทศพม่า มีภาพตอนพระองค์ทรงเล่นตีไก่กับมังสามเกลียด ภาพฝาผนังหนังด้านหน้า<br />
เป็นภาพใหญ่เต็มฝาผนังแสดงเรื่องตอน สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราช</em></p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
หากเดินทางมาจากรุงเทพโดยใช้ถนนสายเอเชีย(ทางหลวงหมายเลข 32)เลี้ยวซ้าย<br />
ตรงสี่แยกเข้าอยุธยา พอข้ามสะพานนเรศวร ให้เลี้ยวซ้ายเลย จะเห็นป้ายทางเข้าวัด<br />
อยู่ทางด้านขวามือ   </p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/25/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/25/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/25/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/25/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/25/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/25/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/25/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/25/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=25&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/063.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดพุทไธศวรรย์</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b9%84%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b9%84%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:23:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๐๕.วัดพุทไธศวรรย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b9%84%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</guid>
		<description><![CDATA[วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในตำบลสำเภาล่ม อำเภอ
พระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบันเป็นวัดดังมากๆ สำหรับประชาชนที่นิยมไปกราบ
ขอพรจากองค์จตุคามรามเทพ จึงทำให้บริเวณวัดพุทไธศวรรย์ช่วงวันหยุดก็จะ
เนืองแน่นไปด้านผู้คนจำนวนมาก  
ประวัติ
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์เป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงวัดหนึ่ง
ปรากฏตามตำนานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้นในบริเวณ
ที่ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
ที่ตรงนี้มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า &#8220;ตำบลเวียงเล็กหรือเวียงเหล็ก&#8221;
ครั้นเมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว ถึง พ.ศ. 1896 จึงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้น
เป็นพระราชอนุสรณ์ ณ ตำบลซึ่งพระองค์เสด็จมาตั้งมั่นอยู่แต่เดิม
และพระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาก็คงจะได้โปรดให้สร้างถาวรวัตถุ เพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง

-อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 และสมเด็จพระเอกทศรถ-
อนึ่ง เมื่อเสียกรุงฯ ในปี พ.ศ. 2310 วัดพุทไธศวรรย์ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มิได้ถูกพม่าทำลาย
เหมือนวัดอื่นๆ ทุกวันนี้จึงยังมีโบราณสถานไว้ชม
จุดน่าสนใจ 
ปรางค์ประธาน องค์ใหญ่ศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่กึ่งกลางอาณาเขตพุทธาวาสบนฐานไพที
ซึ่งมีลักษณะย่อเหลี่ยมมีบันไดขึ้น 2 ทาง คือ ทางทิศตะวันออก และทางทิศตะวันตก
ส่วนทิศเหนือทิศใต้มีมณฑปสองหลังภายในพระมณฑปมีพระประธาน 

-ปรางค์ประธาน-

-พระพุทธรูปรายเรียงรอบปรางค์ประธาน-
พระตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่
ประจำอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตำหนักนี้อยู่ในสภาพค่อนข้างทรุดโทรม
แต่ภายในผนังของตำหนัก มีภาพสีเกี่ยวกับเรื่องหมู่เทวดา นักพรต นมัสการพระพุทธบาท
และเรือสำเภาตอนพระพุทธโฆษาจารย์ไปลังกา ภาพเหล่านี้อยู่ในสภาพไม่ชัดเจนนัก 
วิหารพระนอน

-วิหารพระนอน-
ตำหนักจตุคามรามเทพ

-เทวรูปจตุคามรามเทพ-
ประวัติท้าวจตุคามรามเทพ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เทวรูปจตุคามรามเทพจตุคามรามเทพ คือ เทพรักษาพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช
สถิตอยู่บนที่บานประตูทางขึ้นพระบรมธาตุ ในปี พ.ศ. 2530 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=24&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดพุทไธศวรรย์</strong> ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ในตำบลสำเภาล่ม อำเภอ<br />
พระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบันเป็นวัดดังมากๆ สำหรับประชาชนที่นิยมไปกราบ<br />
ขอพรจากองค์จตุคามรามเทพ จึงทำให้บริเวณวัดพุทไธศวรรย์ช่วงวันหยุดก็จะ<br />
เนืองแน่นไปด้านผู้คนจำนวนมาก  </p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์เป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงวัดหนึ่ง<br />
ปรากฏตามตำนานว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้นในบริเวณ<br />
ที่ซึ่งเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี<br />
ที่ตรงนี้มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า &#8220;ตำบลเวียงเล็กหรือเวียงเหล็ก&#8221;<br />
ครั้นเมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว ถึง พ.ศ. 1896 จึงโปรดให้สร้างวัดนี้ขึ้น<br />
เป็นพระราชอนุสรณ์ ณ ตำบลซึ่งพระองค์เสด็จมาตั้งมั่นอยู่แต่เดิม<br />
และพระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาก็คงจะได้โปรดให้สร้างถาวรวัตถุ เพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/062.jpg" alt="" /><br />
<em>-อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 และสมเด็จพระเอกทศรถ-</em></p>
<p>อนึ่ง เมื่อเสียกรุงฯ ในปี พ.ศ. 2310 วัดพุทไธศวรรย์ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่มิได้ถูกพม่าทำลาย<br />
เหมือนวัดอื่นๆ ทุกวันนี้จึงยังมีโบราณสถานไว้ชม</p>
<p><strong>จุดน่าสนใจ</strong> </p>
<p><strong>ปรางค์ประธาน </strong>องค์ใหญ่ศิลปะแบบขอม ตั้งอยู่กึ่งกลางอาณาเขตพุทธาวาสบนฐานไพที<br />
ซึ่งมีลักษณะย่อเหลี่ยมมีบันไดขึ้น 2 ทาง คือ ทางทิศตะวันออก และทางทิศตะวันตก<br />
ส่วนทิศเหนือทิศใต้มีมณฑปสองหลังภายในพระมณฑปมีพระประธาน </p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/056.jpg" alt="" /><br />
<em>-ปรางค์ประธาน-</em></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/055.jpg" alt="" /><br />
<em>-พระพุทธรูปรายเรียงรอบปรางค์ประธาน-</em></p>
<p><strong>พระตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์</strong> สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่<br />
ประจำอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตำหนักนี้อยู่ในสภาพค่อนข้างทรุดโทรม<br />
แต่ภายในผนังของตำหนัก มีภาพสีเกี่ยวกับเรื่องหมู่เทวดา นักพรต นมัสการพระพุทธบาท<br />
และเรือสำเภาตอนพระพุทธโฆษาจารย์ไปลังกา ภาพเหล่านี้อยู่ในสภาพไม่ชัดเจนนัก </p>
<p><strong>วิหารพระนอน</strong></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/054.jpg" alt="" /><br />
<em>-วิหารพระนอน-</em></p>
<p><strong>ตำหนักจตุคามรามเทพ</strong></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/j1.jpg" alt="" /><br />
<em>-เทวรูปจตุคามรามเทพ-</em></p>
<p><strong>ประวัติท้าวจตุคามรามเทพ</strong> จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี</p>
<p>เทวรูปจตุคามรามเทพจตุคามรามเทพ คือ เทพรักษาพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช<br />
สถิตอยู่บนที่บานประตูทางขึ้นพระบรมธาตุ ในปี พ.ศ. 2530 เมื่อมีการตั้งดวงเมือง<br />
นครศรีธรรมราชขึ้นใหม่ จึงมีการอัญเชิญจตุคามรามเทพไปสถิต ณ ที่นั้นเป็นต้นมา</p>
<p>เชื่อว่ากันเดิม องค์จตุคามรามเทพ เป็นกษัตริย์ในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช<br />
มีพระนามอย่างเป็นทางการว่า พระเจ้าจันทรภาณุ เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 2 ของ<br />
ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช เชื่อว่ามีพระวรกายเป็นสีเข้ม เป็นกษัตริย์นักรบที่แกร่งกล้า<br />
เมื่อสถาปนาอาณาจักรศรีวิชัยได้อย่างมั่นคงแล้ว จึงได้สมัญญานามว่า<br />
&#8221; ราชันดำแห่งทะเลใต้ &#8221; หรือมีอีกราชสมัญญานามนึงว่า &#8221; พญาพังพกาฬ &#8220;<br />
และต่อมาทรงบำเพ็ญบุญเพื่อสร้างบารมีอธิษฐานจิตเป็นพระโพธิสัตว์<br />
เพื่อบรรเทาทุกข์แก่มนุษย์ทั้งปวง</p>
<p>สัญลักษณ์ 12 นักษัตร ตราประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชจตุคามรามเทพ<br />
มีบริวารเป็นทหารกล้า 4 นาย คือ พญาชิงชัย, พญาหลวงเมือง, พญาสุขุม<br />
และพญาโหรา เป็นกำลังหลักในการปราบพราหมณ์ที่เคยปกครองเมืองอยู่ก่อน<br />
เมื่อได้บ้านเมืองแล้ว ก็ได้สร้างพระบรมธาตุ สถาปนาเมือง 12 นักษัตร<br />
หรือกรุงศรีธรรมาโศกราช ฝังรากฐานพระพุทธศาสนาอย่างถาวร จนได้รับ<br />
เทิดพระเกียรติว่า พญาศรีธรรมาโศกราช หรือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช</p>
<p>ปัจจุบัน จตุคามรามเทพ ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวาง โดยเชื่อว่าทรง<br />
ฤทธานุภาพในทุก ๆ ด้าน ตามจารึกของชาวศรีวิชัยได้บอกว่า &#8221; มีอานุภาพดุจ<br />
ดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ที่ขจัดความมืดมัวในโลก &#8221; การขออธิฐานจาก<br />
พระองค์นั้นทำได้โดยมีเงื่อนไข 3 ประการ</p>
<p>อธิฐานขอในสิ่งที่เป็นไปได้ โดยไม่ขัดต่อศีลธรรม<br />
เมื่อได้รับสิ่งที่หวังแล้ว ต้องรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับพระองค์<br />
ควรจะสร้างกุศลกรรมถวายแด่องค์จตุคามรามเทพ </p>
<p>แต่ที่สำคัญ อย่าลำพังเพียงอธิษฐาน ต้องสร้างกุศลกรรมให้แก่ตนเองให้ครบ<br />
ทุกด้านด้วย คือ ให้ทาน รักษาศีล และบำเพ็ญภาวนา</p>
<p>ภาพลักษณ์ของจตุคามรามเทพ โดยมากจะปรากฏเป็นองค์เทพบุตรในท่านั่ง<br />
มี 4 กร ถืออาวุธต่าง ๆ และนายทหาร 4 นาย นั้น จะปรากฏในรูปของหนุมาน 4 กร<br />
ถืออาวุธในท่วงท่าต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เป็นไปตามศิลปะศรีวิชัยที่มักสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมา<br />
แทนความหมายต่าง ๆ</p>
<p><strong>การเดินทาง</strong></p>
<p><strong>ทางรถยนต์</strong> ใช้เส้นทางสายอยุธยา-เสนา ข้ามสะพานวัดกษัตราธิราชวรวิหาร<br />
แล้วเลี้ยวซ้าย จะผ่านวัดไชยวัฒนาราม มีป้ายบอกทางเป็นระยะไปจนถึงทางแยกซ้าย<br />
เข้าวัดพุทไธศวรรย์</p>
<p><strong>ทางเรือ</strong> ท่านอาจเช่าเหมาเรือหางยาวจากบริเวณหลังลานจอดรถฝั่งตรงข้าม<br />
พระราชวังจันทรเกษมด้านตะวันออกของเกาะเมือง ล่องไปตามลำน้ำป่าสัก<br />
ลงไปทางใต้ผ่านวิทยาลัยการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา วัดพนัญเชิงวรวิหาร<br />
วัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์โปรตุเกส วัดไชยวัฒนาราม วัดกษัตราธิราชวรวิหาร<br />
และเจดีย์พระศรีสุริโยทัย</p>
<p>อีกหนึ่งเส้นทางหากท่านเยี่ยมชมโบราณสถานภายในเกาะเมือง แล้วท่านสามารถใช้เส้นทาง<br />
ถนนรอบเกาะเมืองได้ โดยเดินทางมายังหน้าโรงพยาบาล พระนครศรีอยุธยา<br />
แล้วข้ามเรือเล็กซึ่งมีท่าเรืออยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับโรงพยาบาล แล้วเดินเท้าต่ออีกเล็กน้อย</p>
<p><strong>Link อื่นๆ</strong><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://www.songpandin.com/">ประวัติ องค์จตุคามรามเทพ พญาชิงชัย ณ วัดพุทไธศวรรย์ </a><br />
<a href="http://www.jatukarm.com/">จตุคามรามเทพ </a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/24/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/24/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/24/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/24/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/24/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=24&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b9%84%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/062.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/056.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/055.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/054.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/j1.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดหน้าพระเมรุ</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:22:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๑๓.วัดหน้าพระเมรุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b8/</guid>
		<description><![CDATA[วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา
เนื่อจากเคยเป็นวัดที่พม่าใช้ตั้งฐานบัญชาการจึงเป็นวัดเดียว
ในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา
และอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มักเดินทางไปนมัสการ
หลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ
ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในกรุงศรีอยุธยา  
ประวัติ
ตำนานกล่าวถึงวัดนี้ว่า พระองค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ รัชกาลที่ ๑๐
แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างเมื่อจุลศักราช ๘๖๔ (พ.ศ. ๒๐๔๖) ประทานนามว่า
“วัดพระเมรุราชิการราม” แต่ประชาชนส่วนมากนิยมเรียกว่า “วัดพระเมรุ” จึงเป็นนาม
ของวัดที่ใช้มาจนทุกวันนี้  
ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงเหตุการณ์คราวทำสัญญาสงบศึกระหว่าง
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง มีการปลูกพลับพลาเป็นที่ประทับ
ซึ่งอยู่ด้านหน้าวัดพระเมรุกับวัดหัสดาวาส (ปัจจุบันวัดหัสดาวาสเหลือเพียงซากเจดีย์)
อีกตอนหนึ่งเมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าอะลองพญามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ
พ.ศ ๒๓๐๓ พม่า เอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดพระเมรุราชิการามกับวัดหัสดาวาส พระเจ้าอะลองพญา
ทรงบัญชาการและทรงจุดปืนใหญ่เอง ปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัดพระเมรุราชิการามแตกต้องพระองค์
บาดเจ็บสาหัส ประชวรหนักในวันนั้น พอรุ่งขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๐๓ พม่าเลิกทัพกลับไป
ทางเหนือหวังออกทางด่านแม่ละเมาะ แต่ยังไม่พ้นแดนเมืองตาก พระเจ้าอะลองพญาก็สิ้น
พระชนม์ระหว่างทาง
จุดที่น่าสนใจ
พระอุโบสถ ยาวประมาณ ๕๐ เมตร กว้างประมาณ ๑๖ เมตร มีมุขทั้งด้านหน้า
และด้านหลัง หน้าพระอุโบสถสู่ทิศใต้ หลังพระอุโบสถสู่ทิศเหนือ พระอุโบสถมี
ส่วนยาวและกว้างมาก มีอากาศ ถ่ายเท [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=22&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดหน้าพระเมรุ</strong> เป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา<br />
เนื่อจากเคยเป็นวัดที่พม่าใช้ตั้งฐานบัญชาการจึงเป็นวัดเดียว<br />
ในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา<br />
และอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา<br />
วัดหน้าพระเมรุ เป็นวัดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มักเดินทางไปนมัสการ<br />
หลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ<br />
ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในกรุงศรีอยุธยา  </p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
ตำนานกล่าวถึงวัดนี้ว่า พระองค์อินทร์ในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ รัชกาลที่ ๑๐<br />
แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงสร้างเมื่อจุลศักราช ๘๖๔ (พ.ศ. ๒๐๔๖) ประทานนามว่า<br />
“วัดพระเมรุราชิการราม” แต่ประชาชนส่วนมากนิยมเรียกว่า “วัดพระเมรุ” จึงเป็นนาม<br />
ของวัดที่ใช้มาจนทุกวันนี้  </p>
<p>ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงเหตุการณ์คราวทำสัญญาสงบศึกระหว่าง<br />
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง มีการปลูกพลับพลาเป็นที่ประทับ<br />
ซึ่งอยู่ด้านหน้าวัดพระเมรุกับวัดหัสดาวาส (ปัจจุบันวัดหัสดาวาสเหลือเพียงซากเจดีย์)</p>
<p>อีกตอนหนึ่งเมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าอะลองพญามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือน ๖ ขึ้น ๑ ค่ำ<br />
พ.ศ ๒๓๐๓ พม่า เอาปืนใหญ่มาตั้งที่วัดพระเมรุราชิการามกับวัดหัสดาวาส พระเจ้าอะลองพญา<br />
ทรงบัญชาการและทรงจุดปืนใหญ่เอง ปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัดพระเมรุราชิการามแตกต้องพระองค์<br />
บาดเจ็บสาหัส ประชวรหนักในวันนั้น พอรุ่งขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๐๓ พม่าเลิกทัพกลับไป<br />
ทางเหนือหวังออกทางด่านแม่ละเมาะ แต่ยังไม่พ้นแดนเมืองตาก พระเจ้าอะลองพญาก็สิ้น<br />
พระชนม์ระหว่างทาง</p>
<p><strong>จุดที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>พระอุโบสถ</strong> ยาวประมาณ ๕๐ เมตร กว้างประมาณ ๑๖ เมตร มีมุขทั้งด้านหน้า<br />
และด้านหลัง หน้าพระอุโบสถสู่ทิศใต้ หลังพระอุโบสถสู่ทิศเหนือ พระอุโบสถมี<br />
ส่วนยาวและกว้างมาก มีอากาศ ถ่ายเท ไม่อับ ไม่มีหน้าต่างอย่างพระอุโบสถ<br />
สันนิษฐานว่าผู้สร้างคงจะสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/041.jpg" alt="" /><br />
<em>-พระอุโบสถ วัดหน้าพระเมรุ-</em></p>
<p>หน้าบันเป็นไม้สักแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยีบเศียรนาค<br />
และมีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาคล้อมรอบด้วยหมู่เทพนม (เทพชุมนุม)<br />
จำนวน ๒๖ องค์มีบังฐานและกระจัง ลงรักปิดทอง ติดกระจกสี เช่นเดียวกับด้านหน้า<br />
ภายในพระอโบสถเดิมมีถาพเขียนด้วยสีโบราณเป็นรูปภิกษุณีสงฆ์<br />
การบูรณะในขั้นต่อๆมา ถูกฉาบทาด้วยปูนเลียบขาวปรากฏดังเช่นปัจจุบันนี้<br />
การบูรณะส่วนอื่นๆ ของตัวพระอุโบสถได้รักษาส่วนและรูปทรงของเดิมไว้ทุกส่วน<br />
คงมีแต่ลายที่เสาและลายเขียนที่ฝาผนัง ซึ่งถูกลบเลือนสันนิษฐานว่าการบูรณะ<br />
ครั้งหลังนี้คงจะหาช่างที่มีฝีมือทัดเทียมของเดิมได้ยาก ประกอบกับจะต้องใช้<br />
งบประมาณและเวลามากด้วย</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/042.jpg" alt="" /><br />
<em>-พรพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ-</em></p>
<p>ในพระอุโบสถมีพระพุทธรูป(พระประธาน) เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสำริด<br />
ภายนอกฉาบด้วยปูนลงลักปิดทองปางมารวิชัยทรงเครื่องพระมหากษัตราธิราช<br />
สมัยกรุงศรีอยุธยา หน้าตักกว้างประมาณ ๔.๔๐ เมตร สูงประมาณ ๖.๐๐ เมตร<br />
พระนามว่า <strong>“พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” </strong><br />
เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งมีพระลักษณะสวยงามมาก<br />
พระนามบ่งชัดถึงพระลักษณะอันพิเศษ มีพระอภินิหาร เป็นสรณะที่พึ่ง<br />
ที่เคารพสักการะอย่างยิ่งแก่โลกทั้ง ๓ เกิด ปิติศรัทธาแก่ผู้ที่ได้เข้ามานมัสการ<br />
เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง และคุ้มครองบ้านคุ้มครองเมือง ทำให้ข้าศึกเกิด<br />
ความเกรงกลัวไม่ทำลายวัดนี้ได้ เป็นที่น่าอัศจรรย์ควรแก่การที่จะไปนมัสการอย่างยิ่ง</p>
<p><strong>พระวิหารหลังเดิม</strong> ตั้งอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ(เหนือพระอุโบสถ) เรียกชื่อกันต่อๆมา<br />
แต่โบราณว่า “วิหารขาว” พระประธานในวิหารขาวเป็นพระพุทธรูปปั้นด้วยปูนชำรุดทั้งองค์<br />
เศียรหัก ฝาผนังวิหารชำรุดหักพังเหลือแต่ซาก เมื่อสมัยพระครูครุพุทธวิหารโศภน (เลี้ยง)<br />
เป็นเจ้าอาวาส ได้ทำการบูรณะโดยวิธีเก็บอิฐที่หักพังมาก่อหุ้มพระประธานที่ชำรุด<br />
ไว้ภายในเป็นพระพุทธรูปปางพุทธลีลาไว้ด้านหน้าตรงพระอุระ นำพระพุทธรูปศิลา<br />
ปางมารวิชัยที่ชำรุดมาบูรณะขึ้นใหม่ ประดิษฐานไว้ด้านหลังตรงพระปฤศฏางค์<br />
ของพระประธานองค์เดิมที่ก่อหุ้มไว้ และสร้างห้องสำหรับบำเพ็ญกัมมัฏฐาน<br />
โดยการก่ออิฐถือปูนขึ้นใหม่จำนวน ๓ ห้อง หลังพระประธาน ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘<br />
ทางวัดได้บรรจุอัฐิอดีตเจ้าอาวาสวัดหน้าพระเมรุ ณ วิหารนี้ พระวิหารหลังนี้สร้างขึ้น<br />
ในสมัยที่สร้างวัด ชำรุดหักพังเพราะ ธรรมชาติ มิได้มีการบูรณะ ปัจจุบันทางวัด<br />
ได้สร้างสถานที่ต่อเติมออกมาทางด้านทิศตะวันออก ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญกัมมัฏฐาน<br />
ของพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่มีศรัทธาจากทุกสารทิศ</p>
<p><strong>พระวิหารสรรเพชญ์</strong> (ประชาชนเรียกชื่อว่าพระวิหารคันธารราฐ)<br />
เป็นที่ประทับของพระพุทธรูปพระนามว่า “คันธารราฐ” และเรียกชื่อว่า “วิหารเขียน”<br />
เพราะมีลายเขียนในพระวิหารและมีชื่อเรียกกันอีกว่า “วิหารน้อย” เพราะมีขนาดน้อยด้วย<br />
ยาวประมาณ ๑๖ เมตร กว้างประมาณ ๖ เมตร มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง<br />
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถ ห่างจากพระอุโบสถประมาณ ๒ เมตรเศษ<br />
พระยาไชยวิชิต (เผือก) ผู้รักษากรุงในรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์<br />
สร้างในปี พ.ศ. ๒๓๘๑ ผู้สร้างได้อัญเชิญพระพุทธรูปศิลา (ศิลาเขียว)<br />
ประทับนั่งห้อยพระบาท พระนามว่า <strong>“พระคันธารราฐ” </strong>ย้ายมาจากวัดมหาธาตุ<br />
ในเกาะเมือง ข้างวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นวัดร้างในยุคนั้น<br />
มาประดิษฐานในวิหารน้อยที่สร้างขึ้นใหม่นี้ ผู้สร้างได้จารึกไว้ในศิลาติดตั้งไว้ที่<br />
ฝาผนังเมื่อ พ.ศ. ที่สร้างว่า<strong> “พระคันธารราฐ” </strong>นี้ พระอุบาลีซึ่งจำพรรษาอยู่<br />
ที่วัดธรรมาราม นำมาจากประเทศลังกา ในคราวที่ท่านเป็นสมณฑูต พร้อมด้วย<br />
พระสงฆ์สยามวงศ์ นำพระพุทธศาสนาไปประดิษฐานในประเทศลังกา<br />
นักโบราณคดีมีความเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี สร้างระหว่าง<br />
พ.ศ. ๑๐๐๐ &#8211; ๑๒๐๐ และสันนิษฐานว่าก่อนที่จะนำมาไว้ที่วัดมหาธาตุ<br />
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมอยู่ที่วัดพระเมรุราชิการาม จังหวัดนครปฐม<br />
เนื่องจากทางราชการขุดพบเรือนแก้วที่ชำรุด สันนิษฐานว่าเป็นเรือนแก้ว<br />
ของพระพุทธรูปองค์นี้</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/043.jpg" alt="" /><br />
<em>-พระคันธารราฐ-</em></p>
<p><strong>มณฑปนาคปรก</strong><br />
ตั้งอยู่หน้าพระวิหารน้อย ห่างจากพระวิหารประมาณ ๒๕ เมตร พระยาไชยวิชิต(เผือก)<br />
สร้างในปีที่สร้างพระวิหารน้อย (ปี พ.ศ. ๒๓๘๑) อัญเชิญพระพุทธรูปศิลานาคปรก<br />
ซึ่งย้ายมาจากวัดมหาธาตุกับพระคันธารราฐประดิษฐานในมณฑปนาคปรก เมื่อปี 2474<br />
วัดหน้าพระเมรุว่างจากเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์อยู่เฝ้ารักษาวัดเพียงรูปเดียว<br />
ทางราชการกรมศิลปากรจึงนำพระพุทธรูปศิลานาคปรกในมณฑปนี้ไปเก็บรักษาไว้<br />
ณ พิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติกรุงเทพพร้อมกับได้นำพระพุทธรูปอุ้มบาตรที่ประดิษฐาน<br />
ณ บุษบกบัญชรหน้าพระอุโบสถ พระพุทธรูปศิลานาคปรกหน้าพระวิหารสรรเพชญ์<br />
จำนวน 2 องค์ พระพุทธรูปศิลายืนที่หลังพระวิหารน้อย 1 องค์ รอยพระพุทธบาทหล่อ<br />
ด้วยโลหะที่มณฑปพระบาท ตั้งอยู่หน้าพระวิหารน้อย ทางวัดก่อฐานตั้งศิวลึงค์ไว้แทนมณฑป<br />
ไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา</p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
เมื่อมาถึงเกาะเมืองอยุธยา วิ่งรอบคูเมืองไปตามถนนอู่ทอง ตัดข้ามคูเมือง<br />
ตามเส้นที่จะไปบ้านคลองสระบัว วัดหน้าพระเมรุอยู่ด้านซ้ายมือ </p>
<p>เปิดเวลา 08.30-17.30 น.<br />
ค่าเข้าชมเฉพาะชาวต่างชาติ 20 บาท</p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/22/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/22/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/22/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/22/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/22/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/22/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/22/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/22/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=22&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/041.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/042.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/043.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดมเหยงคณ์</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:17:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๐๘.วัดมเหยงคณ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b9%8c/</guid>
		<description><![CDATA[วัดมเหยงคณ์ ในปัจจุบันเป็นอารามหลวงฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่เคยรุ่งเรืองสำคัญยิ่งมา
ในอดีตสมัยอยุธยา ถึงแม้ปัจจุบันเป็นวัดร้าง สภาพโบราณสถาน โบราณวัตถุที่ยังเหลืออยู่
หักพังเสียหายไปมาก แต่พอมีเค้าพอเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงศิลปการก่อสร้างอันประณีต
งดงามมโหฬาร และระดับความสำคัญของพระอารามแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
ประวัติ
วัดมเหยงคณ์ สร้างขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา)
เมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๑ หลักฐานสำคัญที่สอดคล้องกับสมัยการสร้างคือ ลักษณะทาง
ศิลปกรรมของเจดีย์ทรงระฆังที่มีรูปช้างรอบฐาน  ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับแบบอย่างในเจดีย์
ช้างล้อมในศิลปะสุโขทัย
พ.ศ. ๒๒๕๒ ในแผ่นดินของพระเจ้าท้ายสระ มีการปฎิสังขรณ์ครั้งใหญ่ที่วัดนี้ พระองค์
เสด็จมาทอดพระเนตรการนั้นเนืองๆ  รวมทั้งโปรดมาประทับสำราญพระราชหฤทัย เช่น
ทรงเบ็ดในหน้าน้ำ เข้าใจกันว่าซากตำหนักสองชั้นซึ่งอยู่ด้านใต้นอกกำแพงวัด  อาจสร้าง
ขึ้นมาสำหรับเป็นที่ประทับ

-ฐานของเจดีย์ที่มีรูปช้างประดับรายรอบ วัดมเหยงคณ์-

-สภาพชำรุดภาพของรูปปั้นช้างและส่วนยอดของเจดีย์ที่ทลายลงมา-

-ภาพสภาพภายในอุโบสถวัดมเหยงคณ์ปัจจุบัน-

-เจดีย์เก่าแก่และพระพุทธรูปบริเวณนอกกำแพงวัด-

-สถานที่ฝึกวิปัสสนาวัดมเหยงคณ์-
การเดินทาง
ถ้าเดินมาจากถนนสายเอเชีย แยกเข้าสู่ถนนโรจนะเพื่อมุ่งเข้าเกาะเมือง
พอมาถึงเจดีย์วัดสามปลื้มเลี้ยวขวาอ้อมวงเวียนมาตามถนนระยะทางประมาณ 1.5กิโลเมตร
ก็จะถึงทางเข้าวัดมเหยงคณ์ ท่านจะมองเห็นผนังอุโบสถก่อด้วยอิฐสีแดงตระหง่าน
Link อื่น ๆ
Website วัดมเหยงคณ์
แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา
แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=18&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดมเหยงคณ์</strong> ในปัจจุบันเป็นอารามหลวงฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่เคยรุ่งเรืองสำคัญยิ่งมา<br />
ในอดีตสมัยอยุธยา ถึงแม้ปัจจุบันเป็นวัดร้าง สภาพโบราณสถาน โบราณวัตถุที่ยังเหลืออยู่<br />
หักพังเสียหายไปมาก แต่พอมีเค้าพอเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงศิลปการก่อสร้างอันประณีต<br />
งดงามมโหฬาร และระดับความสำคัญของพระอารามแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี</p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วัดมเหยงคณ์ สร้างขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา)<br />
เมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๑ หลักฐานสำคัญที่สอดคล้องกับสมัยการสร้างคือ ลักษณะทาง<br />
ศิลปกรรมของเจดีย์ทรงระฆังที่มีรูปช้างรอบฐาน  ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับแบบอย่างในเจดีย์<br />
ช้างล้อมในศิลปะสุโขทัย</p>
<p>พ.ศ. ๒๒๕๒ ในแผ่นดินของพระเจ้าท้ายสระ มีการปฎิสังขรณ์ครั้งใหญ่ที่วัดนี้ พระองค์<br />
เสด็จมาทอดพระเนตรการนั้นเนืองๆ  รวมทั้งโปรดมาประทับสำราญพระราชหฤทัย เช่น<br />
ทรงเบ็ดในหน้าน้ำ เข้าใจกันว่าซากตำหนักสองชั้นซึ่งอยู่ด้านใต้นอกกำแพงวัด  อาจสร้าง<br />
ขึ้นมาสำหรับเป็นที่ประทับ</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/077.jpg" alt="" /><br />
<em>-ฐานของเจดีย์ที่มีรูปช้างประดับรายรอบ วัดมเหยงคณ์-</em></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/078.jpg" alt="" /><br />
<em>-สภาพชำรุดภาพของรูปปั้นช้างและส่วนยอดของเจดีย์ที่ทลายลงมา-</em></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/079.jpg" alt="" /><br />
<em>-ภาพสภาพภายในอุโบสถวัดมเหยงคณ์ปัจจุบัน-</em></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/081.jpg" alt="" /><br />
<em>-เจดีย์เก่าแก่และพระพุทธรูปบริเวณนอกกำแพงวัด-</em></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/082.jpg" alt="" /><br />
<em>-สถานที่ฝึกวิปัสสนาวัดมเหยงคณ์-</em></p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
ถ้าเดินมาจากถนนสายเอเชีย แยกเข้าสู่ถนนโรจนะเพื่อมุ่งเข้าเกาะเมือง<br />
พอมาถึงเจดีย์วัดสามปลื้มเลี้ยวขวาอ้อมวงเวียนมาตามถนนระยะทางประมาณ 1.5กิโลเมตร<br />
ก็จะถึงทางเข้าวัดมเหยงคณ์ ท่านจะมองเห็นผนังอุโบสถก่อด้วยอิฐสีแดงตระหง่าน</p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://www.mahaeyong.org/" target="_blank">Website วัดมเหยงคณ์</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/18/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/18/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/18/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/18/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/18/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/18/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/18/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/18/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/18/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/18/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/18/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/18/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=18&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/077.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/078.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/079.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/081.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/082.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดใหญ่ชัยมงคล</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:16:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๐๙.วัดใหญ่ชัยมงคล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5/</guid>
		<description><![CDATA[วัดใหญ่ชัยมงคลถือว่าเป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาตร์มากที่สุดและเป็นวัด
ที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  จึงเป็นธรรมดาที่จะ
พบเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังวัดแห่งนี้  จุดสนใจของวัดใหญ่ชัยมงคลนี้ คือ
เรื่องราวทางประวัติศาตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมไปถึงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ชมเจดีย์
ที่สูงที่สุดในอยุธยา ด้านหลังวัดมีตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ผู้นับถือศรัทธาเข้ามา
กราบไหว้ นอกจากนี้ บริเวณ รอบๆ ยังมีมีสวนหย่อมที่สวยงามให้พักผ่อนอีกด้วย
นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยวอยุธยาจึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง
ประวัติ
วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น
คือในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิปดีที่ 1 หรืออีกพระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง
พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ.1900
สมเด็จพระเจ้าอู่ทองได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุดศพเจ้าแก้ว ซึ่งทิวงคตด้วยอหิวาตกโรค
ขึ้นมาเผา ที่ปลงศพนั้นโปรดให้สถาปนาเป็นพระอาราม นามว่า วัดป่าแก้ว 
ต่อมาคณะสงฆ์สำนักวัดป่าแก้วบวชเรียนมา จากสำนักรัตนมหาเถระ ในประเทศศรีลังกา
คณะสงฆ์นี้ได้เป็นที่เคารพเลื่อมใสแก่ชาวกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก ทำให้ผู้คนต่างมาบวชเรียน
ในสำนักสงฆ์คณะป่าแก้วมากขึ้น  สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง จึงทรงตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็น
สมเด็จพระวันรัตน มีตำแหน่งเป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งมี
ตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายคันถธุระ 

-พระพุทธรูป ด้านหลังเจดีย์-
เรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ของวัดป่าแก้วมีอยู่ว่า อุโบสถของวัดเคยเป็นที่ซึ่งคณะคิดกำจัด
ขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์มาประชุมเสี่ยงเทียนอธิษฐาน  ครั้งนั้นได้รับผลสำเร็จ
จึงอัญเชิญพระเฑียรราชาลาผนวช ขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
พ.ศ. ๒๑๐๔ ในรัชกาลของสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นเอง  ได้มีพระบรมราชโองการให้เอา
สังฆราชวัดป่าแก้วไปสำเร็จโทษ ฐานฝักใฝ่ให้ฤกษ์ยามแก่ฝ่ายกบฎพระศรีศิลป์
พ.ศ. ๒๑๓๕ ในแผ่นดินของพระนเรศวรมหาราช  มีเหตุการณ์สำคัญที่ชวนให้เข้าใจว่ามีการ
สร้างปฎิสังขรณ์เจดีย์ประธานวัด  เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ที่ได้ชัยชนะพระมหาอุปราช
แห่งพม่า  จึงทำให้เชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อวัดใหญ่ชัยมงคล
จุดที่น่าสนใจ
เจดีย์ชัยมงคล
อนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรบชนะ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=17&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดใหญ่ชัยมงคล</strong>ถือว่าเป็นวัดมีความสำคัญทางประวัติศาตร์มากที่สุดและเป็นวัด<br />
ที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  จึงเป็นธรรมดาที่จะ<br />
พบเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมายังวัดแห่งนี้  จุดสนใจของวัดใหญ่ชัยมงคลนี้ คือ<br />
เรื่องราวทางประวัติศาตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมไปถึงสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ชมเจดีย์<br />
ที่สูงที่สุดในอยุธยา ด้านหลังวัดมีตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ผู้นับถือศรัทธาเข้ามา<br />
กราบไหว้ นอกจากนี้ บริเวณ รอบๆ ยังมีมีสวนหย่อมที่สวยงามให้พักผ่อนอีกด้วย<br />
นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยวอยุธยาจึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง</p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น<br />
คือในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิปดีที่ 1 หรืออีกพระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง<br />
พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ.1900<br />
สมเด็จพระเจ้าอู่ทองได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุดศพเจ้าแก้ว ซึ่งทิวงคตด้วยอหิวาตกโรค<br />
ขึ้นมาเผา ที่ปลงศพนั้นโปรดให้สถาปนาเป็นพระอาราม นามว่า <strong>วัดป่าแก้ว </strong></p>
<p>ต่อมาคณะสงฆ์สำนักวัดป่าแก้วบวชเรียนมา จากสำนักรัตนมหาเถระ ในประเทศศรีลังกา<br />
คณะสงฆ์นี้ได้เป็นที่เคารพเลื่อมใสแก่ชาวกรุงศรีอยุธยาเป็นอันมาก ทำให้ผู้คนต่างมาบวชเรียน<br />
ในสำนักสงฆ์คณะป่าแก้วมากขึ้น  สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง จึงทรงตั้งอธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็น<br />
สมเด็จพระวันรัตน มีตำแหน่งเป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งมี<br />
ตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายคันถธุระ </p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/024.jpg" alt="" /><br />
<em>-พระพุทธรูป ด้านหลังเจดีย์-</em></p>
<p>เรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์ของวัดป่าแก้วมีอยู่ว่า อุโบสถของวัดเคยเป็นที่ซึ่งคณะคิดกำจัด<br />
ขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์มาประชุมเสี่ยงเทียนอธิษฐาน  ครั้งนั้นได้รับผลสำเร็จ<br />
จึงอัญเชิญพระเฑียรราชาลาผนวช ขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ</p>
<p>พ.ศ. ๒๑๐๔ ในรัชกาลของสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นเอง  ได้มีพระบรมราชโองการให้เอา<br />
สังฆราชวัดป่าแก้วไปสำเร็จโทษ ฐานฝักใฝ่ให้ฤกษ์ยามแก่ฝ่ายกบฎพระศรีศิลป์</p>
<p>พ.ศ. ๒๑๓๕ ในแผ่นดินของพระนเรศวรมหาราช  มีเหตุการณ์สำคัญที่ชวนให้เข้าใจว่ามีการ<br />
สร้างปฎิสังขรณ์เจดีย์ประธานวัด  เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ที่ได้ชัยชนะพระมหาอุปราช<br />
แห่งพม่า  จึงทำให้เชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อวัดใหญ่ชัยมงคล</p>
<p><strong>จุดที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>เจดีย์ชัยมงคล</strong><br />
อนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรบชนะ มังกะยอชวา<br />
พระมหาอุปราชของหงษาวดี ที่ต.หนองสาหร่าย จ.สุพรรณบุรี<br />
ในครั้งนั้นพม่าได้ยกทัพเข้ามาในขอบขันฑสีมา สมเด็จพระนเรศวรฯ และสมเด็จพระ<br />
เอกาทศรถผู้เป็นพระอนุชาจึงได้นำทัพไปรับศึก และได้ขับช้างเข้าไปอยู่ในวงล้อมของข้าศึก<br />
ทีคอยระดมยิงปืนเข้าใส่พระและพระคชาธาร โดยที่เหล่าแม่ทัพนายกองวิ่งตามพะรองค์มาไม่ทัน<br />
พระองค์จึงประกาศด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ไยในร่มไม้เล่า<br />
เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีกษัตริย์<br />
ที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว พระอุปราชของพม่าจึงไสยช้างออกมากระยุทธถีด้วยกัน<br />
ในการทำยุทธหัตถีครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงใช้พระแสงพลผ่ายฟาดฟันพระอุปราช<br />
ขาดตะพายแล่ง </p>
<p>เมื่อกลับมาสู่พระนครแล้ว พระองค์ก็จะลงโทษเหล่าทหารที่ตามพระไปไม่ทันตอนกระทำศึก<br />
ยุทธหัตถี ซึ่งมากฏระะเบียบแล้วต้องโทษถึงขึ้นประหารชีวิต ช่วงเวลาที่รออาญา<br />
สมเด็จพระพันรัตน พระสังฆราชพร้อมด้วยพระสงฆ์ 25 รูปได้ขอให้พระนเรศวรพระราชทานอภัย<br />
ยกเว้นโทษให้กับทหารเหล่านั้น โดยให้เหตุผลว่าพระองค์เปรียบดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า<br />
ที่แวดล้อมด้วยหมู่มารก่อนที่จะตรัสรู้ เป็นการประกาศเกียรติและบารมีความกล้าหาญ<br />
และเก่งกาจของพระองค์ให้ขจรกระจายไปทั่วแคว้นทั่วแผ่นดิน</p>
<p>สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ<br />
และความมีน้ำพระทัยของพระองค์ ที่มีต่อเหล่าทหารเหล่านั้น และพระะราชทานนามว่า<br />
<strong>&#8220;เจดีย์ชัยมงคล&#8221;</strong></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/023.jpg" alt="" /><br />
<em>-เจดีย์ประธานทรงระฆังตั้งอยู่บนฐานแปดเหลี่ยม-</em></p>
<p><strong>พระอุโบสถ</strong><br />
เดิมสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติกรรมฐานรวมทั้งประกอบพิธีกรรมต่างๆ<br />
พระอุโบสถหลังนี้เคยถูกใช้เป็นสถานนัดพบของเหล่าขุนนาง นำโดยขุนพิเรนทร์เทพ<br />
และพรรคพวก ซึ่งมาเสี่ยงเทียนเพื่อจะเป็นนิมิตหมายในการไปปราบขุนวรวงค์ษา<br />
และท้าวศรีสุดาจันทร์ วิธีการเสี่ยงเทียนคือการฟั่นเทียนขึ้นมา 2 เล่ม เล่มหนึ่ง<br />
แทนตัวขุนวรวงค์ษา กษัตริย์ที่นักวิชาการหลายท่านไม่นับรวมว่าเป็นหนึ่งในกษัตริย์อยุธยา<br />
เทียนอีกเล่มหนึ่งแทนตัวพระเฑียรราชา หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์อันหลบหลีกปัญหาการแย่ง<br />
ชิงบัลลังค์ และไปบวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐาน และจุดเทียนขึ้นพร้อมกัน<br />
แต่เทียนเล่มที่เป็นตัวแทนของขุนวรวงค์ษามีเหตุให้ดับลงก่อน<br />
จึงถือว่าการล้มล้างจะเป็นผลสำเร็จ       </p>
<p>ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์ ส่วนที่เป็นองค์ประธานเป็นพระพุทธรูป<br />
ซึ่งมีลักษณะเด่นจากที่อื่น คือปั้นด้วยหินทรายตลอดทั้งองค์ ส่วนที่เป็นจีวรถูกลงรัก<br />
ปิดทองประดับแก้ว ส่วนที่ไม่ใช่จีวรนั้นว่างเว้นเห็นเป็นเนื้อหินทรายที่สวยงาม<br />
สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ลักษณะเป็นปางมารวิชัย หรือปางสดุ้งมาร</p>
<p><strong>วิหารพระพุทธไสยาสน์</strong><br />
เมื่อเดินผ่านประตูทางเข้าด้านในก็จะพบวิหารพระพุทธไสยาสน์อยู่ทางซ้ายมือ<br />
ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ซึ่งสร้างขึ้นในแผ่นดินของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช<br />
เพื่อใช้เป็นที่สักการะบูชา และปฏิบัติพระกรรมฐาน พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่<br />
ในปี พ.ศ.2508</p>
<p>รูปแบบอาคารเป็นลักษณะวิหาร สันนิษฐานว่ามีประตูทางเข้าอยู่ 2 ช่องทางด้านทิศเหนือ<br />
(ปัจจุบันได้สูญสิ้นหมดแล้ว) ภายในอาคารมีหน้าต่างสี่เหลี่ยมเพียง 4 บาน เสาของอาคาร<br />
เป็นลักษณะกลมปรากฏร่องรอยบัวหัวเสาที่ประดับอยู่บนยอด องค์พระประธานของวิหารหันหน้า<br />
ไปทางทิศตะวันออกอันเป็นด้านหน้าของวัด ภายหลังได้รับการปฏิสังขรณ์ </p>
<p>นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปจากมุมนี้ออกไปสู่วิวด้านหลัง ที่เห็นเป็นองค์เจดีย์ชัยมงคล<br />
ซึ่งตั้งตะหง่านอยู่อย่างยิ่งใหญ่ เดินต่อไปตามทางเดินก็จะพบศาลเจ้าพ่อสิทธิชัยซึ่งตั้งอยู่ทางซ้ายมือ</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/026.jpg" alt="" /><br />
<em>-พระพุทธไสยาสน์-</em></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/025.jpg" alt="" /><br />
<em>-แถวพระพุทธรูป ที่ประดิษฐานเรียงรายอยู่ในระเบียงคด-</em></p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
หากเดินทางมาจากรุงเทพโดยใช้ถนนสายเอเชีย(ทางหลวงหมายเลข 32)เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยก<br />
เข้าอยุธยา ตรงเข้ามาจะพบวงเวียนเจดีย็วัดสามปลื้ม ให้เลี้ยวซ้ายไปอีก 1.5 กม.<br />
วัดใหญ่ชัยมงคล จะอยู่ทางซ้ายมือ</p>
<p>เปิด 8.30-16.30 น.<br />
คนไทยเข้าฟรี ชาวต่างชาติเสีย 20 บาท</p>
<p><strong>Link อื่นๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://www.dhammathai.org/treatment/kata/kata03.php" target="_blank">พุทธชัยมงคลคาถา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/17/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/17/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/17/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/17/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/17/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/17/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/17/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/17/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/17/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/17/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/17/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/17/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=17&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/024.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/023.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/026.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/025.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดพนัญเชิง</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:16:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๐๖.วัดพนัญเชิง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87/</guid>
		<description><![CDATA[วัดพนัญเชิง เป็นวัดเก่าแก่และสำคัญวัดหนึ่งของอยุธยา  มีชื่อเสียงระบือไปทั่ว
ประเทศโดยเฉพาะหลวงพ่อโตหรือเจ้าพ่อซำปอกงที่พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย
และชาวจีนต่างให้ความเคารพนับถือมาช้านาน  เมื่อมายังวัดแห่งนี้จะไม่แปลกที่
จะต้องพบเจอผู้คนจำนวนมากที่ไหลเวียนมานมัสการหลวงพ่อโตกันอย่างเนืองแน่น
ประวัติ
วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา
และไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่า
พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า วัดเจ้าพระนางเชิง
และในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวไว้ว่า ได้มีการสถาปนาพระพุทธรูปพุทธ
ชื่อ&#8221;พระเจ้าพแนงเชิง&#8221; เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๖๗ ซึ่งก่อนพระเจ้าอู่ทองจะสถาปนา
กรุงศรีอยุธยาถึง ๒๖ ปี

-พระพุทธไตรรัตนนายก-
จุดน่าสนใจ
หลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก
พระพุทธรูปศิลปะอู่ทองตอนปลาย ปางมารวิชัย  ขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตัก
กว้าง ๑๔.๒๐ เมตร สูง ๑๙.๒๐ เมตร วัสดุ ปูนปั้นลงรักปิดทอง
หลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก หรือพระโตของชาวอยุธยาองค์นี้ ถือกันว่า
เป็นพระโบราณคู่บ้านคู่เมืองกรุงศรีอยุธยามาแต่แรกสร้างกรุง พงศาวดารกรุงเก่า
ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ระบุว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๖๘ หรือสมเด็จพระ
รามาธิบดีที่ ๑ สถาปนากรุงศรีอยุธยา ๒๖ ปีและเมื่อกรุงศรีอยุธยาใกล้จะแตก
ปรากฏในคำให้การขาวกรุงเก่าว่าพระปฏิมากรใหญ่ที่วัดพนัญเชิงมีน้ำพระเนตรไหล
เป็นที่อัศจรรย์
หลวงพ่อโตเป็นพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือในหมู่ชาวจีนมากโดยเรียกกันว่า
&#8220;ซำปอกง&#8221; นอกจากชาวไทยแล้วยังมีผู้มีเชื้อสายจีนหลั่งไหลกันมากราบไหว้
บูชาจำนวนมากและเป็นประจำทุกปีจะมีการจัดงานประจำปีใหญ่ๆ ๔ งานกล่าวคือ
๑. งานสงกรานต์ ๑๓ เมษายน เป็นงานใหญ่มีการนมัสการและเวียนเทียนประทักษิณ
รอบองค์พระติดต่อกันถึง ๕ วัน
๒. งานสรงน้ำและห่มผ้าถวาย วันแรม ๘ ค่ำเดือนเมษายน มีการสรงน้ำและเปลี่ยนผ้า
ห่มผืนใหม่ ส่วนผืนเก่าที่ใช้มาตลอด ๑ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=16&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดพนัญเชิง </strong>เป็นวัดเก่าแก่และสำคัญวัดหนึ่งของอยุธยา  มีชื่อเสียงระบือไปทั่ว<br />
ประเทศโดยเฉพาะหลวงพ่อโตหรือเจ้าพ่อซำปอกงที่พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย<br />
และชาวจีนต่างให้ความเคารพนับถือมาช้านาน  เมื่อมายังวัดแห่งนี้จะไม่แปลกที่<br />
จะต้องพบเจอผู้คนจำนวนมากที่ไหลเวียนมานมัสการหลวงพ่อโตกันอย่างเนืองแน่น</p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา<br />
และไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่า<br />
พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า วัดเจ้าพระนางเชิง<br />
และในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวไว้ว่า ได้มีการสถาปนาพระพุทธรูปพุทธ<br />
ชื่อ&#8221;พระเจ้าพแนงเชิง&#8221; เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๖๗ ซึ่งก่อนพระเจ้าอู่ทองจะสถาปนา<br />
กรุงศรีอยุธยาถึง ๒๖ ปี</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/027.jpg" alt="" /><br />
<em>-พระพุทธไตรรัตนนายก-</em></p>
<p><strong>จุดน่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>หลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก</strong><br />
พระพุทธรูปศิลปะอู่ทองตอนปลาย ปางมารวิชัย  ขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตัก<br />
กว้าง ๑๔.๒๐ เมตร สูง ๑๙.๒๐ เมตร วัสดุ ปูนปั้นลงรักปิดทอง<br />
หลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก หรือพระโตของชาวอยุธยาองค์นี้ ถือกันว่า<br />
เป็นพระโบราณคู่บ้านคู่เมืองกรุงศรีอยุธยามาแต่แรกสร้างกรุง พงศาวดารกรุงเก่า<br />
ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ระบุว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๖๘ หรือสมเด็จพระ<br />
รามาธิบดีที่ ๑ สถาปนากรุงศรีอยุธยา ๒๖ ปีและเมื่อกรุงศรีอยุธยาใกล้จะแตก<br />
ปรากฏในคำให้การขาวกรุงเก่าว่าพระปฏิมากรใหญ่ที่วัดพนัญเชิงมีน้ำพระเนตรไหล<br />
เป็นที่อัศจรรย์</p>
<p>หลวงพ่อโตเป็นพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือในหมู่ชาวจีนมากโดยเรียกกันว่า<br />
<strong>&#8220;ซำปอกง&#8221; </strong>นอกจากชาวไทยแล้วยังมีผู้มีเชื้อสายจีนหลั่งไหลกันมากราบไหว้<br />
บูชาจำนวนมากและเป็นประจำทุกปีจะมีการจัดงานประจำปีใหญ่ๆ ๔ งานกล่าวคือ</p>
<p>๑. งานสงกรานต์ ๑๓ เมษายน เป็นงานใหญ่มีการนมัสการและเวียนเทียนประทักษิณ<br />
รอบองค์พระติดต่อกันถึง ๕ วัน</p>
<p>๒. งานสรงน้ำและห่มผ้าถวาย วันแรม ๘ ค่ำเดือนเมษายน มีการสรงน้ำและเปลี่ยนผ้า<br />
ห่มผืนใหม่ ส่วนผืนเก่าที่ใช้มาตลอด ๑ ปี จะฉีกเป้นชิ้นเล็กๆ แจกจ่ายให้ผู้คนนำไปบูชา</p>
<p>๓. งานทิ้งกระจาดหรืองานงิ้วเดือน ๙ จะมีงิ้วและมหรสพอื่นๆ เล่นประชันกันอย่างครึกโครม<br />
จะมีผู้คนนับหมื่นหลั่งไหลกันมานมัสการนับเป็นงานทิ้งกระจาดที่ใหญ่ที่สุดใน<br />
ประเทศไทยทีเดียว</p>
<p>๔. งานตรุษจีนเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่ง จะมีการเปิดประตูพระวิหารหลวงไว้<br />
ทั้งวันทั้งคืนตลอด ๕ วันที่จัดงาน</p>
<p><strong>พระพุทธรูปทองคำในพระอุโบสถ</strong><br />
ในพระอุโบสถวัดพนัญเชิงนั้นมีพระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ คือพระพุทธรูปทองคำ<br />
พระพุทธรูปปูน และพระพุทธรูปนาค พระพุทธรูปทองเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย<br />
ทำจาทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 4 ศอก มีสีทองอร่ามใสเป็นเงาสะท้อน<br />
อย่างชัดเจน องค์กลางเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยอยุธยาหน้าตักกว้าง 4 ศอก<br />
สูง 5 ศอก ส่วนพระพุทธรูปนาคเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนั้นจะมีสีออกแดงๆ<br />
หน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 5 ศอก กล่าวกันว่าพระพุทธรูปทองและนาคนี้เพิ่งถูกพบว่า<br />
เป็นพระทองและพระนาค ด้วยบังเอิญ เนื่องจากแต่เดิมทีพระทั้งสององค์ถูกฉาบ<br />
เคลือบด้วยปูน จนมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปปูนปั้นทั่วไป สาเหตุคงเพราะว่า<br />
ช่วงเวลาก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะถูกข้าศึกบุกตีพระนคร คนในสมัยนั้นเกรงว่า<br />
พระพุทธรูปทองและพระพุทธรูปนาคนี้จะถูกขโมยหรือเผาเอาทองไป<br />
จึงได้ฉาบปูนเคลือบและปั้นปูนในขณะที่ปูนยังไม่แห้งเพื่อทำเป็นลายจีวรและ<br />
ลักษณะต่างๆเช่น ปั้นรูปพระพักตร์ พระเกศา เพื่อให้เข้าใจว่าไม่ใช่พระทองคำ<br />
และพระนาค จนกระทั่งในภายหลังมีผู้ไปค้นพบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ<br />
เนื่องจากเศษปูนได้กะเทาะออกมาและเนื้อภายในเป็นทอง จึงได้ค่อยๆกะเทาะ<br />
ปูนออกให้หมด จึงได้เห็นว่าเป็นพระทองคำทั้งองค์และนำมาประดิษฐาน<br />
อยู่ภายพระอุโบสถของวัด</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/058.jpg" alt="" /><br />
<em>-พระพุทธรูปทองคำในพระอุโบสถ-</em></p>
<p><strong>ตำหนักเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก</strong><br />
ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารหลวงพ่อโต ใกล้กับแม่น้ำป่าสักลักษณะทั่วไปเป็นเก๋งจีน<br />
เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ซึ่งชาวจีนเรียกว่า “จู๊แซเนี้ย”<br />
มีประวัติอยู่ว่า นางสร้อยดอกหมากเป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้ากรุงจีน<br />
ได้ยกให้พระนางอภิเษกสมรสกับพระเจ้าสายน้ำผึ้งซึ่งเป็นพระเจ้ากรุงสยาม<br />
แต่พระนางสร้อยดอกหมากได้กลั้นใจตายเมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่มารับพระนาง<br />
ที่เรือด้วยพระองค์เองเพื่อจะเข้าพระนครหลังจากพระนางสร้อยดอกหมากกลั้นใจตาย<br />
พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงโปรดฯ ให้อัญเชิญพระศพมาพระราชทานพระเพลิงที่แหลมบางกะจะ<br />
และที่นี้เองได้สถาปนาเป็นพระอารามให้นามชื่อว่า วัดพระนางเชิง หรือวัดพระนางทำเชิง</p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
<strong>ทางรถยนต์</strong> หากเดินทางมาจากรุงเทพโดยใช้ถนนสายเอเชีย(ทางหลวงหมายเลข 32)<br />
เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกเข้าอยุธยา ตรงเข้ามาจะพบวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้ม ให้เลี้ยวซ้าย<br />
ไปอีก 1.5 กม.วัดใหญ่ชัยมงคล จะอยู่ทางซ้ายมือ และตรงไปอีกราว 3 กม.<br />
จะเห็นวัดพนัญเชิงอยู่ทางขวามือ</p>
<p><strong>ทางเรือ</strong> ท่านอาจเช่าเหมาเรือหางยาวจากบริเวณหลังลานจอดรถฝั่งตรงข้าม<br />
พระราชวังจันทรเกษมด้านตะวันออกของเกาะเมือง ล่องไปตามลำน้ำป่าสัก<br />
ลงไปทางใต้ผ่านวิทยาลัยการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา วัดพนัญเชิงวรวิหาร<br />
วัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์โปรตุเกส วัดไชยวัฒนาราม วัดกษัตราธิราชวรวิหาร<br />
และเจดีย์พระศรีสุริโยทัย</p>
<p>เปิด 7.00-18.00 น.</p>
<p><strong>Link อื่นๆ</strong><br />
<a href="http://www.watphananchoeng.com/main/index.html" target="_blank">Website วัดพนัญเชิง</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/16/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/16/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/16/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/16/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/16/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/16/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/16/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/16/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/16/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/16/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/16/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/16/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=16&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/027.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/058.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดกุฏีดาว</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:11:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๑๔.วัดกุฏีดาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</guid>
		<description><![CDATA[วัดกุฏีดาว ตั่งอยู่อยู่หน้าสถานีรถไฟ  ฝั่งตะวันออก เป็นวัดเก่าแก่ ฝีมือการสร้างงดงามยิ่ง
เห็นได้จากซากอาคาร เสาบัวและยอดพระเจดีย์ที่หักโค่นลงมา แม้จะปรักหักพังไปหมดแล้ว
แต่ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามในอดีต ปัจจุบันเป็นวัดร้าง

ซุ้มประตูทางเข้าวัดกุฏีดาว
ประวัติ
ประวัติการสร้างวัดไม่ปรากฏ  เข้าใจว่าวัดร้างแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา
และได้รับการบูรณะปรับปรุงเรื่อยมา  เจดีย์ขนาดใหญ่อันเป็นประธานของวัด ซึ่งส่วน
ของระฆังทลายลงมาแล้ว  ในอดีตคงผ่านการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง

เจดีย์วัดกุฏีดาวปัจจุบัน

พระอุโบสถวัดกุฏีดาว
การเดินทาง
ถ้าเดินมาจากถนนสายเอเชีย แยกเข้าสู่ถนนโรจนะเพื่อมุ่งเข้าเกาะเมือง
พอมาถึงเจดีย์วัดสามปลื้มเลี้ยวขวาอ้อมวงเวียนมาตามถนนวัดกุฏีดาวจะอยู่ทาง
ซ้ายมือ  และมีเส้นทางรถไฟผ่านหน้าวัด
Link อื่น ๆ
แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา
แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=14&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดกุฏีดาว</strong> ตั่งอยู่อยู่หน้าสถานีรถไฟ  ฝั่งตะวันออก เป็นวัดเก่าแก่ ฝีมือการสร้างงดงามยิ่ง<br />
เห็นได้จากซากอาคาร เสาบัวและยอดพระเจดีย์ที่หักโค่นลงมา แม้จะปรักหักพังไปหมดแล้ว<br />
แต่ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามในอดีต ปัจจุบันเป็นวัดร้าง</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/083.jpg" alt="" /><br />
<em>ซุ้มประตูทางเข้าวัดกุฏีดาว</em></p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
ประวัติการสร้างวัดไม่ปรากฏ  เข้าใจว่าวัดร้างแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา<br />
และได้รับการบูรณะปรับปรุงเรื่อยมา  เจดีย์ขนาดใหญ่อันเป็นประธานของวัด ซึ่งส่วน<br />
ของระฆังทลายลงมาแล้ว  ในอดีตคงผ่านการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/085.jpg" alt="" /><br />
<em>เจดีย์วัดกุฏีดาวปัจจุบัน</em></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/084.jpg" alt="" /><br />
<em>พระอุโบสถวัดกุฏีดาว</em></p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
ถ้าเดินมาจากถนนสายเอเชีย แยกเข้าสู่ถนนโรจนะเพื่อมุ่งเข้าเกาะเมือง<br />
พอมาถึงเจดีย์วัดสามปลื้มเลี้ยวขวาอ้อมวงเวียนมาตามถนนวัดกุฏีดาวจะอยู่ทาง<br />
ซ้ายมือ  และมีเส้นทางรถไฟผ่านหน้าวัด</p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/14/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/14/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/14/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/14/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/14/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/14/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/14/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/14/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/14/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/14/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/14/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/14/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=14&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/083.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/085.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/084.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดราชบูรณะ</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:09:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๑๐.วัดราชบูรณะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/</guid>
		<description><![CDATA[วัดราชบูรณะ ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของวัดมหาธาตุ มีฐานะเป็นพระอารามหลวงในสมัยอยุธยา
ภายในวัดประกอบด้วยองค์ปรางค์ประธาน ซึ่งล้อมรอบด้วย ระเบียงคต มีพระวิหารตั้งอยู่ทาง
ทิศตะวันออก ส่วนพระอุโบสถตั้งอยู่ทางด้านหลังของวัดทางทิศตะวันตกในแนวประธานเดียวกัน
วัดราชบูรณะ โด่งดังมากในเรื่องการขุดพบเครื่องทองมากมายในกรุพระปรางค์ใหญ่
และประชาชนยังสามารถลงไปชมภาพจิตรกรรมฝาฝนังสมัยอยุธยาตอนต้น ภายในกรุได้ด้วย
วัดราชบูรณะจึงเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมเข้าเยี่ยมชมอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ

-วัดราชบูรณะ-
ประวัติ
วัดราชบูรณะปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารว่า สร้างขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒
หรือ เจ้าสามพระยา  ในปี พ.ศ. ๑๙๖๗  คือภายหลังจากสมเด็จพระนครินทราธิราชาสวรรคต
พระราชโอรสองค์ใหญ่สองพระองค์ คือเจ้าอ้ายพระยา ทรงครองเมืองสุพรรณบุรี
และเจ้ายี่พระยาทรงครองเมืองสรรค์บุรี สองพระองค์เสด็จลงมาชิงพระราชสมบัติกันเอง
ต่างทรงช้างเคลื่อนผลมาปะทะกัน  ทรงพระแสงของ้าวต้องพระศอขาดพร้อมกัน
เจ้าสามพระยาทรงเป็นโอรสองค์ที่สาม เสด็จลงมาจากชัยนาทมาถึงภายหลัง จึงได้
เสวยราชสมบัติ  ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒
เมื่อเจ้าสามพระยาทรงขึ้นครองราชย์แล้ว จึงจัดการถวายเพลิงพระศพ พระเชษฐาธิราช
ทั้งสองพระองค์พร้อมกัน สถานที่ที่ถวายพระเพลิงนั้น ก็ทรงอุทิศสร้างพระปรางค์และพระวิหาร
มีนามว่า เจดีย์เจ้าอ้ายพระยาเจ้ายี่พระยา
จุดที่น่าสนใจ
ปรางค์ประธาน มีขนาดสูงใหญ่ ก่อด้วยศิลาแลงบนฐานสี่เหลี่ยม
ซึ่งมีเจดีย์อยู่ทั้งสี่ทิศ  มีบันไดขึ้นสู่องค์ปรางค์ทางทิศตะวันออกถือเป็นปรางค์แบบไทย
ที่นิยมทำฐานสูง ต่างจากปรางค์แบบขอมที่มักมีฐานเตี้ย นอกจากนี้หน้าปรางค์เป็นมุขใหญ่
ยืนออกมาเป็นห้องคูหา ส่วนยอดเรียวแหลมสูง คล้ายฝักข้าวโพด  ยอดมีฝักเพกาในขณะ
ที่ขอมไม่มี

-ภาพปรางค์ประธาน วัดราชบูรณะ มองจากช่องประตู-
กรุมหาสมบัติ สิ่งจะมี 2 ตอน คือตอนที่เป็นเรือนธาตุ และตอนกลางองค์พระปรางค์
กรุชั้นบนสูงจากระดับพื้นดินประมาณ 5 เมตร มีลักษณะเป็นกรุสี่เหสี่ยมจัตุรัส
ขนาดกว้างด้านละ 4 เมตร [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=13&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดราชบูรณะ</strong> ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของวัดมหาธาตุ มีฐานะเป็นพระอารามหลวงในสมัยอยุธยา<br />
ภายในวัดประกอบด้วยองค์ปรางค์ประธาน ซึ่งล้อมรอบด้วย ระเบียงคต มีพระวิหารตั้งอยู่ทาง<br />
ทิศตะวันออก ส่วนพระอุโบสถตั้งอยู่ทางด้านหลังของวัดทางทิศตะวันตกในแนวประธานเดียวกัน<br />
วัดราชบูรณะ โด่งดังมากในเรื่องการขุดพบเครื่องทองมากมายในกรุพระปรางค์ใหญ่<br />
และประชาชนยังสามารถลงไปชมภาพจิตรกรรมฝาฝนังสมัยอยุธยาตอนต้น ภายในกรุได้ด้วย<br />
วัดราชบูรณะจึงเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมเข้าเยี่ยมชมอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/044.jpg" alt="" /><br />
<em>-วัดราชบูรณะ-</em></p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วัดราชบูรณะปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารว่า สร้างขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒<br />
หรือ เจ้าสามพระยา  ในปี พ.ศ. ๑๙๖๗  คือภายหลังจากสมเด็จพระนครินทราธิราชาสวรรคต<br />
พระราชโอรสองค์ใหญ่สองพระองค์ คือเจ้าอ้ายพระยา ทรงครองเมืองสุพรรณบุรี<br />
และเจ้ายี่พระยาทรงครองเมืองสรรค์บุรี สองพระองค์เสด็จลงมาชิงพระราชสมบัติกันเอง<br />
ต่างทรงช้างเคลื่อนผลมาปะทะกัน  ทรงพระแสงของ้าวต้องพระศอขาดพร้อมกัน<br />
เจ้าสามพระยาทรงเป็นโอรสองค์ที่สาม เสด็จลงมาจากชัยนาทมาถึงภายหลัง จึงได้<br />
เสวยราชสมบัติ  ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒</p>
<p>เมื่อเจ้าสามพระยาทรงขึ้นครองราชย์แล้ว จึงจัดการถวายเพลิงพระศพ พระเชษฐาธิราช<br />
ทั้งสองพระองค์พร้อมกัน สถานที่ที่ถวายพระเพลิงนั้น ก็ทรงอุทิศสร้างพระปรางค์และพระวิหาร<br />
มีนามว่า เจดีย์เจ้าอ้ายพระยาเจ้ายี่พระยา</p>
<p><strong>จุดที่น่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>ปรางค์ประธาน</strong> มีขนาดสูงใหญ่ ก่อด้วยศิลาแลงบนฐานสี่เหลี่ยม<br />
ซึ่งมีเจดีย์อยู่ทั้งสี่ทิศ  มีบันไดขึ้นสู่องค์ปรางค์ทางทิศตะวันออกถือเป็นปรางค์แบบไทย<br />
ที่นิยมทำฐานสูง ต่างจากปรางค์แบบขอมที่มักมีฐานเตี้ย นอกจากนี้หน้าปรางค์เป็นมุขใหญ่<br />
ยืนออกมาเป็นห้องคูหา ส่วนยอดเรียวแหลมสูง คล้ายฝักข้าวโพด  ยอดมีฝักเพกาในขณะ<br />
ที่ขอมไม่มี</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/046.jpg" alt="" /><br />
<em>-ภาพปรางค์ประธาน วัดราชบูรณะ มองจากช่องประตู-</em></p>
<p><strong>กรุมหาสมบัติ</strong> สิ่งจะมี 2 ตอน คือตอนที่เป็นเรือนธาตุ และตอนกลางองค์พระปรางค์<br />
กรุชั้นบนสูงจากระดับพื้นดินประมาณ 5 เมตร มีลักษณะเป็นกรุสี่เหสี่ยมจัตุรัส<br />
ขนาดกว้างด้านละ 4 เมตร มีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนต้น มีภาพเทพชุมนุมลอยอยู่<br />
บางองค์มีดอกไม้เป็นก้านชูออกไปข้างหน้า ลวดลายเครื่องประดับต่างๆมีลักษณะแบบศิลปะ<br />
สุโขทัย และมีรูปกษัตริย์ หรือนักรบจีนองค์หนึ่งสวมชุดเขียวองค์หนึ่งสวมชุดขาว และอีกองค์<br />
สวมชุดแดง ภาพแสดงเป็นเรื่องราว</p>
<p>กรุชั้นล่างอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 2.20 เมตร มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ<br />
1.20เมตร สูง 2.65 เมตรฝาผนังกรุชั้นล่างเจาะลึกเข้าไปเป็นช่องคูหาทั้ง 4 ด้าน<br />
เพดานเขียนลายดาวตรงกลางล้อมรอบด้วยลายและเขียนกรอบด้วยเส้นลวด<br />
เขียนเป็นลายเส้นดอกไม้สีแดงปิดทองเป็นวงกลมๆ ผนังเหนือซุ้มคูหาแบ่งเป็น 4 ชั้น<br />
ชั้นบนเขียนรูปพระพุทธรูปสลับกับสาวก ผนังซัมคูหา สันนิษฐานว่า เขียนภาพชาดก<br />
ในพระพุทธศาสนานับได้ 60 ชาติ มีภาพพระโพธิสัตว์ในชาดกต่างๆนั้น มีภาพที่พอเห็นชัด<br />
คือภาพโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น นก กวาง ช้าง กาเผือก คนขี่ม้า นกเขา สุนัข และหงส์<br />
นอกนั้นเลือนลาง</p>
<p>ภายในห้องกรุชั้นนี้ เคยเป็นสถานที่เก็บสมบัติและของมีค่าไว้มากมาย อาทิ เช่น พระแสงขันธ์<br />
มงกุฎ และมงกุฏราชินี เสื้อทองคำ และพระพุทธรูปต่างๆ พระแก้ว พระทองคำ พระนาก เป็นต้น </p>
<p>ซึ่งในปี พ.ศ.2499 ขณะที่กรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งภายในวัดมหาธาตุ คนร้ายได้ลักลอบ<br />
ขุดกรุในองค์ปรางค์ประธานวัดราชบูรณะได้ของมีค่าจำนวนมาก กรมศิลปากรจึงดำเนินการขุดกรุ<br />
ในองค์ปรางค์ประธานอีกครั้ง พบเครื่องราชูโภคซึ่งทำด้วยทองคำ พระพิมพ์ส่วนหนึ่งนั้น<br />
กรมศิลปากรได้เปิดให้ประชาชนเช่าไปบูชา เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ<br />
เจ้าสามพระยา และนำสิ่งของที่ได้จากกรุมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ </p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
หากเดินทางมาจากรุงเทพโดยใช้ถนนสายเอเชีย(ทางหลวงหมายเลข 32)เลี้ยวซ้าย<br />
ตรงสี่แยกเข้าอยุธยา ตรงเข้ามาผ่านสะพานนเศวร ตรงไปจนถึงสี่แยกไฟแดงที่ ๒<br />
เลี้ยวขวาตรงไปไม่ไกลนัก ผ่านบึงพระราม จะเห็นวัดมหาธาตุอยู่ทางซ้ายมือ แล้ว<br />
วัดราชบูรณะจะอยู่ถัดออกไป</p>
<p>เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น.<br />
ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท หมายเหตุ ตั้งแต่เวลา<br />
ประมาณ 19.30น.- 21.00น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน</p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/13/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/13/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/13/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/13/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/13/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/13/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/13/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/13/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/13/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/13/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/13/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/13/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=13&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/044.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/046.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดมหาธาตุ</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:08:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๐๗.วัดมหาธาตุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8/</guid>
		<description><![CDATA[วัดมหาธาตุ กรุงศรีอยุธยา เป็น ๑ ในวัดที่จัดอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในกรุงศรีอยุธยา เพราะนอกจากเป็นที่ประดิษฐาน
พระบรมธาตุกลางเมืองแล้ว ยังเป็นที่พำนักของ สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีอีกด้วย
วัดแห่งนี้จึงได้รับการก่อสร้าง และ ดูแลตลอดเวลา

-วัดมหาธาตุ -
ประวัติ
สันนิษฐานว่าวัดนี้ได้ริเริ่มสร้างองค์พระมหาธาตุขึ้นในแผ่นดินสมเด็จบรมราชาธิราชที่ ๑
(ขุนหลวงพระงั่ว) แต่อาจจะยังไม่สำเร็จในรัชกาลของพระองค์ จนถึงรัชกาของสมเด็จ
พระราเมศวรจึงทรงสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จบริบูรณ์เป็นพระอาราม แล้วขนานนามว่า”วัดมหาธาตุ” 
ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.๒๑๕๓-๒๑๗๑)พระปรางค์เคยพังลงมา
เกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงบูรณะใหม่
โดยเสริมพระมหาธาตุให้สูงยิ่งขึ้น รวมเป็นความสูง 25 วา ดังปรากฏในพงศาวดารฉบับ
พระราชหัตถเลขาว่า“ศักราช ๙๙๕ (พ.ศ.๒๑๗๖) ปีระกา เบญจศก ทรงพระกรุณาให้สถาปนา
พระปรางค์วัดพระมหาธาตุอันทำลายลง เก่าเดิมในองค์สูง ๑๙ วายอดนภศูลสูง ๓ วาจึงดำรัสว่า
ทรงเก่าล่ำนัก ให้ก่อใหม่ไห้องค์สูงเส้น ๒ วายอดนภศูลคงไว้ เข้ากันเป็นเส้น ๕ วา (๕๐เมตร)
ก่อแล้วเห็นเพรียวอยู่ ให้เอาไว้มะค่ามาแทรก ตามอิฐเอาปูนบวก ๙ เดือนสำเร็จให้กระทำ
การฉลองเป็นอันมาก”หลังจากรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแล้ว ก็ไม่ปรากฏเรื่องราว
ของวัดมหาธาตุอีกเลย
ครั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกครั้งหลังใน พ.ศ.๒๓๑๐ ในคราวนั้นวัดมหาธาตุถูกไฟไหม้
เสียหายมาก พระอุโบสถและวิหาร ตลอดจนกุฏิสงฆ์ถูกเผาผลาญยับเยิน คงเหลือแต่ซากผนัง
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วัดมหาธาตุก็ได้กลายเป็นวัดร้าง จนกระทั่งพระยาไชยวิชิต (เผือก)
ผู้รักษาการกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลที่๓ทำการซ่อมวัดหน้าพระเมรุที่ริมครองสระบัวขึ้นใหม่หมด
ทั้งวัด จึงได้เชิญพระพุทธรูปองค์นั่งห้องพระบาทไปประดิษฐานไว้ในวิหารน้อย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=12&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดมหาธาตุ</strong> กรุงศรีอยุธยา เป็น ๑ ในวัดที่จัดอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา<br />
เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในกรุงศรีอยุธยา เพราะนอกจากเป็นที่ประดิษฐาน<br />
พระบรมธาตุกลางเมืองแล้ว ยังเป็นที่พำนักของ สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีอีกด้วย<br />
วัดแห่งนี้จึงได้รับการก่อสร้าง และ ดูแลตลอดเวลา</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/053.jpg" alt="" /><br />
<em>-วัดมหาธาตุ -</em></p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
สันนิษฐานว่าวัดนี้ได้ริเริ่มสร้างองค์พระมหาธาตุขึ้นในแผ่นดินสมเด็จบรมราชาธิราชที่ ๑<br />
(ขุนหลวงพระงั่ว) แต่อาจจะยังไม่สำเร็จในรัชกาลของพระองค์ จนถึงรัชกาของสมเด็จ<br />
พระราเมศวรจึงทรงสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จบริบูรณ์เป็นพระอาราม แล้วขนานนามว่า”วัดมหาธาตุ” </p>
<p>ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.๒๑๕๓-๒๑๗๑)พระปรางค์เคยพังลงมา<br />
เกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงบูรณะใหม่<br />
โดยเสริมพระมหาธาตุให้สูงยิ่งขึ้น รวมเป็นความสูง 25 วา ดังปรากฏในพงศาวดารฉบับ<br />
พระราชหัตถเลขาว่า“ศักราช ๙๙๕ (พ.ศ.๒๑๗๖) ปีระกา เบญจศก ทรงพระกรุณาให้สถาปนา<br />
พระปรางค์วัดพระมหาธาตุอันทำลายลง เก่าเดิมในองค์สูง ๑๙ วายอดนภศูลสูง ๓ วาจึงดำรัสว่า<br />
ทรงเก่าล่ำนัก ให้ก่อใหม่ไห้องค์สูงเส้น ๒ วายอดนภศูลคงไว้ เข้ากันเป็นเส้น ๕ วา (๕๐เมตร)<br />
ก่อแล้วเห็นเพรียวอยู่ ให้เอาไว้มะค่ามาแทรก ตามอิฐเอาปูนบวก ๙ เดือนสำเร็จให้กระทำ<br />
การฉลองเป็นอันมาก”หลังจากรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแล้ว ก็ไม่ปรากฏเรื่องราว<br />
ของวัดมหาธาตุอีกเลย</p>
<p>ครั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่ข้าศึกครั้งหลังใน พ.ศ.๒๓๑๐ ในคราวนั้นวัดมหาธาตุถูกไฟไหม้<br />
เสียหายมาก พระอุโบสถและวิหาร ตลอดจนกุฏิสงฆ์ถูกเผาผลาญยับเยิน คงเหลือแต่ซากผนัง<br />
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วัดมหาธาตุก็ได้กลายเป็นวัดร้าง จนกระทั่งพระยาไชยวิชิต (เผือก)<br />
ผู้รักษาการกรุงศรีอยุธยา ในรัชกาลที่๓ทำการซ่อมวัดหน้าพระเมรุที่ริมครองสระบัวขึ้นใหม่หมด<br />
ทั้งวัด จึงได้เชิญพระพุทธรูปองค์นั่งห้องพระบาทไปประดิษฐานไว้ในวิหารน้อย ซึ่งอยู่ใน<br />
วัดหน้าพระเมรุจนบัดนี้</p>
<p>ปัจจุบันกรมศิลปากรได้พยายามบูรณะไว้ตามสภาพ</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/029.jpg" alt="" /><br />
<em>-เศียรพระพุทธรูป วัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว-</em></p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
หากเดินทางมาจากรุงเทพโดยใช้ถนนสายเอเชีย(ทางหลวงหมายเลข 32)เลี้ยวซ้าย<br />
ตรงสี่แยกเข้าอยุธยา ตรงเข้ามาผ่านสะพานนเศวร ตรงไปจนถึงสี่แยกไฟแดงที่ ๒<br />
เลี้ยวขวาตรงไปไม่ไกลนัก ผ่านบึงพระราม จะเห็นวัดมหาธาตุอยู่ทางซ้ายมือ  </p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/12/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/12/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/12/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/12/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/12/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/12/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/12/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/12/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=12&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/053.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/029.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดธรรมิกราช</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:08:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๐๓.วัดธรรมิกราช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/</guid>
		<description><![CDATA[วัดธรรมิกราช อยู่บริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังโบราณ นักท่องเที่ยวสามารถสังเกตุ
จะมีป้ายตามข้างถนนจะบอกทาง  ปัจจุบันวัดธรรมิกราชยังเป็นวัดที่พระสงฆ์ประจำอยู่
และทางทิศเหนือของวัดธรรมิกราชปัจจุบัน มีวิหารพระนอนที่มีผู้นิยมศรัทธา
มานมัสการอยู่สม่ำเสมอ
ประวัติ
วัดธรรมิกราช ตั้งอยู่ด้านหน้าพระราชวังหลวง
ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระยาธรรมิกราชโอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง
จึงสันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นก่อนที่จะสถาปนากรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมุขราช
ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อตามผู้สร้างเป็นวัดธรรมิกราช 
หลักฐานของโบราณสถาณของวัดแสดงว่าได้รับการบูรณะมาแล้ว
อย่างน้อยหนึ่งครั้งในสมัยอยุธยาตอนปลาย ในคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย
หลักฐานด้านเอกสารระบุว่าวัดนี้ถูกไฟไหม้เสียหาย
จุดน่าสนใจ
เจดีย์ทรงกลมที่มีปูนปั้นรูปสิงห์ล้อม
ความโดดเด่นเมื่อแรกเห็นวัดนี้ คือ เจดีย์ทรงกลมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ คือมีปูนปั้น
รูปสิงห์ล้อมรอบไว้อย่างงามสง่าและหาชมได้ยากในเมืองไทย ในอยุธยามีประติมากรรม
สิงห์ปูนปั้นอีกแห่งหนึ่งที่วัดแม่นางปลื้มตั้งอยู่ริมคลองเมือง (แม่น้ำลพบุรีเดิม) ตรงข้ามกับ
ตลาดหัวรอ ในตำบลหัวรอ เพราะโดยทั่วไปอย่างสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร ก็มี
แต่วัดช้างล้อมในกรุงศรีอยุธยาก็มีเจดีย์ช้างล้อม ที่วัดมเหยงค์ และวัดแม่นางปลื้ม
(ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศิลปะล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากพม่า ก็มีหลายวัดที่มีรูปสิงห์เฝ้าเจดีย์
ทว่าส่วนใหญ่ปั้นไว้ 4 ตัว สำหรับ 4 ทิศ) แต่วัดธรรมิกราชมีสิงห์ล้อมรอบนับได้ 20 ตัว
ซึ่งแม้จะหักพังไปตามกาลเวลาอันเนิ่นนานมาถึง 900 ปี แต่ก็ยังหลงเหลือที่สมบูรณ์อีกหลาย

-ความโดดเด่นเมื่อแรกเห็นวัดนี้ คือ เจดีย์ทรงกลมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
คือมีปูนปั้นรูปสิงห์ล้อมรอบที่สวยงาม-
นักประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาได้รับอิทธพลทางศิลปะการปั้นตัวสิงห์มาจากจีน
และขอม ซึ่งกำลังเกรียงไกรอยู่ในเวลานั้น (ราว พ.ศ. 1600) ตามคติความเชื่อของจีนและ
ขอมนั้น สิงห์หรือสิงโตเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ และในตำนานของศาสนาพราหมณ์
หรือฮินดู (ซึ่งขอมนับถืออยู่ในขณะนั้น) เล่าว่าพระนารายณ์หรือวิษณุหนึ่งในเทพชั้นสูงของฮินดู
เคยอวตารเป็นสิงห์ ขณะเดียวกันตามลัทธิเทวราชาซึ่งไทยรับมาจากขอม ก็เชื่อว่า
พระมหากษัตริย์คือเทพวิษณุลงมาจุติบนโลกมนุษย์ จึงปรากฏว่าไทยเราใช้ตราครุฑ
เป็นสัญลักษณ์ของ&#8221;ข้าราชการ&#8221; (ผู้รับใช้พระราชา) มาจวบจนถึงปัจจุบัน ก็เพราะครุฑ
เป็นสัตว์พาหนะของพระวิษณุ
วิหารหลวง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=11&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดธรรมิกราช </strong>อยู่บริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังโบราณ นักท่องเที่ยวสามารถสังเกตุ<br />
จะมีป้ายตามข้างถนนจะบอกทาง  ปัจจุบันวัดธรรมิกราชยังเป็นวัดที่พระสงฆ์ประจำอยู่<br />
และทางทิศเหนือของวัดธรรมิกราชปัจจุบัน มีวิหารพระนอนที่มีผู้นิยมศรัทธา<br />
มานมัสการอยู่สม่ำเสมอ</p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วัดธรรมิกราช ตั้งอยู่ด้านหน้าพระราชวังหลวง<br />
ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระยาธรรมิกราชโอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง<br />
จึงสันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นก่อนที่จะสถาปนากรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมุขราช<br />
ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อตามผู้สร้างเป็นวัดธรรมิกราช </p>
<p>หลักฐานของโบราณสถาณของวัดแสดงว่าได้รับการบูรณะมาแล้ว<br />
อย่างน้อยหนึ่งครั้งในสมัยอยุธยาตอนปลาย ในคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย<br />
หลักฐานด้านเอกสารระบุว่าวัดนี้ถูกไฟไหม้เสียหาย</p>
<p><strong>จุดน่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>เจดีย์ทรงกลมที่มีปูนปั้นรูปสิงห์ล้อม</strong><br />
ความโดดเด่นเมื่อแรกเห็นวัดนี้ คือ เจดีย์ทรงกลมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ คือมีปูนปั้น<br />
รูปสิงห์ล้อมรอบไว้อย่างงามสง่าและหาชมได้ยากในเมืองไทย ในอยุธยามีประติมากรรม<br />
สิงห์ปูนปั้นอีกแห่งหนึ่งที่วัดแม่นางปลื้มตั้งอยู่ริมคลองเมือง (แม่น้ำลพบุรีเดิม) ตรงข้ามกับ<br />
ตลาดหัวรอ ในตำบลหัวรอ เพราะโดยทั่วไปอย่างสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร ก็มี<br />
แต่วัดช้างล้อมในกรุงศรีอยุธยาก็มีเจดีย์ช้างล้อม ที่วัดมเหยงค์ และวัดแม่นางปลื้ม<br />
(ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศิลปะล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากพม่า ก็มีหลายวัดที่มีรูปสิงห์เฝ้าเจดีย์<br />
ทว่าส่วนใหญ่ปั้นไว้ 4 ตัว สำหรับ 4 ทิศ) แต่วัดธรรมิกราชมีสิงห์ล้อมรอบนับได้ 20 ตัว<br />
ซึ่งแม้จะหักพังไปตามกาลเวลาอันเนิ่นนานมาถึง 900 ปี แต่ก็ยังหลงเหลือที่สมบูรณ์อีกหลาย</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/067.jpg" alt="" /><br />
<em>-ความโดดเด่นเมื่อแรกเห็นวัดนี้ คือ เจดีย์ทรงกลมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ<br />
คือมีปูนปั้นรูปสิงห์ล้อมรอบที่สวยงาม-</em></p>
<p>นักประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาได้รับอิทธพลทางศิลปะการปั้นตัวสิงห์มาจากจีน<br />
และขอม ซึ่งกำลังเกรียงไกรอยู่ในเวลานั้น (ราว พ.ศ. 1600) ตามคติความเชื่อของจีนและ<br />
ขอมนั้น สิงห์หรือสิงโตเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ และในตำนานของศาสนาพราหมณ์<br />
หรือฮินดู (ซึ่งขอมนับถืออยู่ในขณะนั้น) เล่าว่าพระนารายณ์หรือวิษณุหนึ่งในเทพชั้นสูงของฮินดู<br />
เคยอวตารเป็นสิงห์ ขณะเดียวกันตามลัทธิเทวราชาซึ่งไทยรับมาจากขอม ก็เชื่อว่า<br />
พระมหากษัตริย์คือเทพวิษณุลงมาจุติบนโลกมนุษย์ จึงปรากฏว่าไทยเราใช้ตราครุฑ<br />
เป็นสัญลักษณ์ของ&#8221;ข้าราชการ&#8221; (ผู้รับใช้พระราชา) มาจวบจนถึงปัจจุบัน ก็เพราะครุฑ<br />
เป็นสัตว์พาหนะของพระวิษณุ</p>
<p><strong>วิหารหลวง </strong><br />
วัดธรรมิกราชมีวิหารขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นวิหารหลวง โดยโครงสร้างของวิหารไม่ได้มีโครงเหล็ก<br />
เป็นรากฐาน แต่มีความมั่นคงแข็งแรงมาก เพราะใช้ปูนเปลือกหอยและประสานด้วยน้ำตาลอ้อย<br />
เคยเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ แต่ถูกพม่าเผาทำลาย<br />
เหลือเพียงพระเศียร ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา<br />
พระพุทธรูปสำริดองค์นี้ยังถือเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะอู่ทอง หรือศิลปะยุคก่อนกรุงศรีอยุธยา<br />
คือพระพักตร์เป็นสี่เหลี่ยม แลดูเคร่งเครียด พระพักตร์ถมึงทึง จนชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า<br />
<strong>&#8220;หล่วงพ่อแก่&#8221; </strong></p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/068.jpg" alt="" /><br />
<em>-ซากตัววิหาร เสาขนาดใหญ่ที่ชำรุดลง-</em></p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
วัดธรรมิกราชตั่งอยู่บริเวณหน้าพระราชวังโบราณ ริม ถนนอู่ทอง นักท่องเที่ยว<br />
สามารถใช้เส้นทางเดียวกับเส้นทางวัดพระมงคลบพิตรหรือวัดพระศรีสรรเพชญ์</p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/11/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/11/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/11/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/11/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/11/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/11/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/11/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/11/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/11/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/11/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/11/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/11/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=11&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/067.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/068.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดพระราม</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 08:07:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๐๔.วัดพระราม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</guid>
		<description><![CDATA[วัดพระราม ตั่งอยู่นอกเขตพระราชวังไปทางด้านทิศตะวันออก ตรงข้ามกับวิหาร
พระมงคลบพิตร ปัจจุบันคือ “สวนสาธารณะบึงพระราม” ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับพักผ่อน
ของนักท่องเที่ยวและชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 
ประวัติ
วัดพระรามนั้น คาดว่าถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๙๑๒ ในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร
ซึ่งเป็นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑(พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา
แต่พระองค์ทรงครองราชได้เพียงแค่ปีเดียว จึงเข้าใจกันว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑
ทรงได้ช่วยเหลือให้สร้าง จนสำเร็จก็ได้ หรืออาจจะสร้างเสร็จเมื่อสมเด็จพระราเมศวร
เสวยราชย์ครั้งที่ ๒ ก็เป็นไปได้

-ปรางค์ประธานโผล่พ้นแนวยอดไม้ โดยมีบึงเป็นฉากหน้า-
จุดน่าสนใจ
พระปรางค์
พระปรางค์องค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สูงแหลมขึ้นไปด้านบน
ทางด้านทิศตะวันออก มีพระปรางค์องค์ขนาดกลางองค์
ส่วนทางตะวันตกทำเป็นซุ้มประตู มีบันไดสูงจากฐานขึ้นไปทั้งสองข้าง
ที่มุมปรางค์ประกอบด้วยรูปสัตว์หิมพาน มีปรางค์ขนาดเล็กตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และ ใต้
รอบๆปรางคืเล็กมีเจดีย์ล้อมรอบอีก ๔ ด้าน 
นอกจากนี้ยังมีเจดีย์เล็กบ้าง ใหญ่บ้างอยู่รอบๆ องค์พระปรางค์ประมาณ ๒๘ องค์
วัดพระรามนี้เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือ กำแพงวัดพระรามด้านเหนือ มีแนวเหลื่อมกันอยู่
กำแพงด้านตะวันออก ตะวันตก และด้านใต้ มีซุ้มประตูค่อนไปทางทิศตะวันตก
ได้ระดับกับมุมระเบียงด้านตะวันตกเฉียงหนือของปรางค์ส่วนแนวเหลื่อมนั้นได้ระดับ
กับมุมระเบียงตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ ไม่มีซุ้มประตู คล้ายเจตนาสร้างไว้เพื่อ
ประสงค์อะไรอย่างหนึ่ง
วิหาร 7 หลัง
1 วิหารใหญ่อยู่ทางด้านหน้าวัด ทางทิศตะวันออกของพระปรางค์ วิหารองค์นี้
ยังเหลือซากให้เห็นลักษณะและขนาดอยู่โดยรอบและเสากลมใหญ่แต่งเหลี่ยมสูงเกือบ
ถึงบัว หัวเสา เป็นวิหารที่เชื่อมต่อกับพระปรางค์องค์ใหญ่ เดินถึงกันตรงระเบียง
2 วิหารน้อย อยู่ทางด้านทิศใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นวิหารที่มีด้านหลัง
เชื่อมต่อกับเจดีย์ใหญ่ ซึ่งปรักหักพังไปแล้ว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=10&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดพระราม</strong> ตั่งอยู่นอกเขตพระราชวังไปทางด้านทิศตะวันออก ตรงข้ามกับวิหาร<br />
พระมงคลบพิตร ปัจจุบันคือ “สวนสาธารณะบึงพระราม” ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับพักผ่อน<br />
ของนักท่องเที่ยวและชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา </p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วัดพระรามนั้น คาดว่าถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๙๑๒ ในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร<br />
ซึ่งเป็นบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑(พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา<br />
แต่พระองค์ทรงครองราชได้เพียงแค่ปีเดียว จึงเข้าใจกันว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑<br />
ทรงได้ช่วยเหลือให้สร้าง จนสำเร็จก็ได้ หรืออาจจะสร้างเสร็จเมื่อสมเด็จพระราเมศวร<br />
เสวยราชย์ครั้งที่ ๒ ก็เป็นไปได้</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/007.jpg" alt="" /><br />
<em>-ปรางค์ประธานโผล่พ้นแนวยอดไม้ โดยมีบึงเป็นฉากหน้า-</em></p>
<p><strong>จุดน่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>พระปรางค์</strong><br />
พระปรางค์องค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม สูงแหลมขึ้นไปด้านบน<br />
ทางด้านทิศตะวันออก มีพระปรางค์องค์ขนาดกลางองค์<br />
ส่วนทางตะวันตกทำเป็นซุ้มประตู มีบันไดสูงจากฐานขึ้นไปทั้งสองข้าง<br />
ที่มุมปรางค์ประกอบด้วยรูปสัตว์หิมพาน มีปรางค์ขนาดเล็กตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และ ใต้<br />
รอบๆปรางคืเล็กมีเจดีย์ล้อมรอบอีก ๔ ด้าน </p>
<p>นอกจากนี้ยังมีเจดีย์เล็กบ้าง ใหญ่บ้างอยู่รอบๆ องค์พระปรางค์ประมาณ ๒๘ องค์<br />
วัดพระรามนี้เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือ กำแพงวัดพระรามด้านเหนือ มีแนวเหลื่อมกันอยู่<br />
กำแพงด้านตะวันออก ตะวันตก และด้านใต้ มีซุ้มประตูค่อนไปทางทิศตะวันตก<br />
ได้ระดับกับมุมระเบียงด้านตะวันตกเฉียงหนือของปรางค์ส่วนแนวเหลื่อมนั้นได้ระดับ<br />
กับมุมระเบียงตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ ไม่มีซุ้มประตู คล้ายเจตนาสร้างไว้เพื่อ<br />
ประสงค์อะไรอย่างหนึ่ง</p>
<p><strong>วิหาร 7 หลัง</strong><br />
1 วิหารใหญ่อยู่ทางด้านหน้าวัด ทางทิศตะวันออกของพระปรางค์ วิหารองค์นี้<br />
ยังเหลือซากให้เห็นลักษณะและขนาดอยู่โดยรอบและเสากลมใหญ่แต่งเหลี่ยมสูงเกือบ<br />
ถึงบัว หัวเสา เป็นวิหารที่เชื่อมต่อกับพระปรางค์องค์ใหญ่ เดินถึงกันตรงระเบียง<br />
2 วิหารน้อย อยู่ทางด้านทิศใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นวิหารที่มีด้านหลัง<br />
เชื่อมต่อกับเจดีย์ใหญ่ ซึ่งปรักหักพังไปแล้ว คงเหลือแต่มูลดินทิ้งไว้ให้ศึกษา<br />
3 วิหารอยู่ทางมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นวิหารขนาดกลาง มีเจดีย์ใหญ่<br />
ฐานสี่เหลี่ยมอยู่หลังวิหาร วิหารนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก<br />
4 วิหารน้อย หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เหลือแต่ด้านข้างสองด้านมุมวิหารน้อย<br />
ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้มีเจดีย์เล็กองค์หนึ่ง<br />
5 วิหารเล็ก อยู่ด้านหน้าของพระอุโบสถ มีประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและ<br />
ตะวันตกข้างละ 1 ประตู<br />
6 วิหาร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ภายในมีเสาเหลี่ยมปรักหักพังด้านหลังวิหาร<br />
มีเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมองค์หนึ่ง ปรักหักพังเช่นกัน<br />
7 วิหาร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของปรางค์ มีวิหารขนาดย่อมกว่าวิหารด้านตะวัน<br />
ออกเล็กน้อยเชื่อมระเบียงองค์ปรางค์ที่ระเบียง มีบันไดหน้าวิหารตรงกับซุ้มประตู ปัจจุบัน<br />
เหลือแต่ฐาน </p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
วัดพระรามตั่งอยู่ตรงข้ามกับวิหารพระมงคลบพิตร นักท่องเที่ยวสามารถใช้เส้นทางเดียว<br />
กับเส้นทางวัดพระมงคลบพิตร</p>
<p>เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น.<br />
ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท<br />
หมายเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 19.30น.- 21.00น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน </p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/10/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/10/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/10/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/10/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/10/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/10/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/10/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/10/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/10/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/10/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/10/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/10/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=10&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/007.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>วัดมงคลบพิตร</title>
		<link>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2007 05:59:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>theloma</dc:creator>
				<category><![CDATA[๐๒.วัดมงคลบพิตร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%95/</guid>
		<description><![CDATA[วัดมงคลบพิตร เป็นวัดโบราณสำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยที่ตั้งของวัดมงคลบพิตรและพระราชวังโบราณตั้งอยู่ติดกัน นักท่องเที่ยวจึงนิยมเข้ามา
นมัสการหลวงพ่อมงคลบพิตรก่อนจะเข้าชมพระราชวังโบราณ และบริเวณทางด้านหน้าวิหารวัด
พระมงคลบพิตร มีร้านค้าตั้งเรียงรายมากมายหลายร้าน จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองแทบทุกชนิด
เช่น ปลาตะเพียน เครื่องจักสานเครื่องหวาย มีดอรัญญิก ผลไม้กวน และขนมชนิดต่างๆ
เหมาะสำหรับผู้สนใจซื้อสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกต่างๆ

-วิหารพระมงคลบพิตร-
ประวัติ
วิหารพระมงคลบพิตร ถ้าตามพระราพงศาวดารฯบริเวณที่ตั้งวิหารนี้เคยเป็นวัด
ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเพราะระบุว่าโปรดอัญเชิญพระพุทธรูปขนาดใหญ่
นามว่า &#8220;มงคลบพิตร&#8221; มาจากพื้นที่ทางตะวันออกต่อจากนั้นก็ทรงก่อมณฑปครอบ
ครั้นถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โปรดเกล้าให้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์
พระมงคลบพิตรขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยโปรดให้ทำบัวหงายคั่นระหว่างพระเกตุมาลากับพระรัศมี
ส่วนพระวิหารนั้นก็โปรดให้รื้อเครื่องบนออก แล้วก่อหลังคาให้เหมือนดังพระวิหารทั่วไป
ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น
พม่าเข้าใจว่าพระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปทองคำ จึงได้ใช้ไฟสุมลอกทอง
จนกระทั่งองค์พระ ตลอดจนพระวิหารได้รับความเสียหายมาก
โดยเฉพาะเครื่องบนพระวิหารที่หักลงมา ต้องพระเมาฬีและพระกรข้างขวาจนแตกหัก
ตกลงมากลายเป็นซากปรักหักพัง 
นับแต่นั้นมาจนกระทั่งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕
จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้น เมื่อครั้งพระยาโบราณราชธานินทร์ ดำรงตำแหน่ง
สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าครั้งนั้นได้มีการซ่อมพระเมาฬีและพระกรข้างขวา
ด้วยปูนปั้น ส่วนพระวิหารที่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ก็ได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ด้วยเช่นกัน
ใน พ.ศ. ๒๔๗๔ คุณหญิงอมเรศศรีสมบัติ มีศรัทธาที่จะปฏิสังขรณ์ฐานพระมงคลบพิตรขึ้นใหม่
ครั้นนั้นจำเป็นต้องลบรอยปูนปั้นของเดิมออกจนหมด
ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๙๙ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้มีการ
บูรณะปฏิสังขรณ์พระมงคลบพิตร และพระวิหารขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง
โดยเฉพาะองค์พระมงคลบพิตรนั้นได้ทาสีดำตลอดทั้งองค์
พ.ศ. ๒๕๓๓ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก
เสด็จมาเป็นองค์ประธานเททองหล่อพระพุทธรูปพระมงคลบพิตรจำลอง
ได้ประทานพระราชดำริว่าควรปิดทององค์พระมงคลบพิตรทั้งองค์
ทำให้องค์พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะที่งดงาม น่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งขึ้น 

-พระมงคลบพิตรนับว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีลักษณะงดงามเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง
ของกรุงศรีอยุธยาและเป็นที่เคารพสักการะมานานนับร้อยๆปี-
จุดน่าสนใจ
พระมงคลบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา
มีสังฆาฏิพาดเหนือพระอังสาซ้าย ชายยาวลงมาจรดพระนาภี ภายในองค์ก่ออิฐเป็นแกนแล้วบุ
ด้วยทองสัมฤทธิ์ มีขนาดหน้าตักกว้าง 9.55 เมตร ส่วนสูงเฉพาะองค์พระไม่รวมฐานบัว
12.45 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=7&subd=watboran&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><strong>วัดมงคลบพิตร </strong>เป็นวัดโบราณสำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา<br />
โดยที่ตั้งของวัดมงคลบพิตรและพระราชวังโบราณตั้งอยู่ติดกัน นักท่องเที่ยวจึงนิยมเข้ามา<br />
นมัสการหลวงพ่อมงคลบพิตรก่อนจะเข้าชมพระราชวังโบราณ และบริเวณทางด้านหน้าวิหารวัด<br />
พระมงคลบพิตร มีร้านค้าตั้งเรียงรายมากมายหลายร้าน จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองแทบทุกชนิด<br />
เช่น ปลาตะเพียน เครื่องจักสานเครื่องหวาย มีดอรัญญิก ผลไม้กวน และขนมชนิดต่างๆ<br />
เหมาะสำหรับผู้สนใจซื้อสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกต่างๆ</p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/072.jpg" alt="" /><br />
<em>-วิหารพระมงคลบพิตร-</em></p>
<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วิหารพระมงคลบพิตร ถ้าตามพระราพงศาวดารฯบริเวณที่ตั้งวิหารนี้เคยเป็นวัด<br />
ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเพราะระบุว่าโปรดอัญเชิญพระพุทธรูปขนาดใหญ่<br />
นามว่า &#8220;มงคลบพิตร&#8221; มาจากพื้นที่ทางตะวันออกต่อจากนั้นก็ทรงก่อมณฑปครอบ</p>
<p>ครั้นถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โปรดเกล้าให้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์<br />
พระมงคลบพิตรขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยโปรดให้ทำบัวหงายคั่นระหว่างพระเกตุมาลากับพระรัศมี<br />
ส่วนพระวิหารนั้นก็โปรดให้รื้อเครื่องบนออก แล้วก่อหลังคาให้เหมือนดังพระวิหารทั่วไป</p>
<p>ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น<br />
พม่าเข้าใจว่าพระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปทองคำ จึงได้ใช้ไฟสุมลอกทอง<br />
จนกระทั่งองค์พระ ตลอดจนพระวิหารได้รับความเสียหายมาก<br />
โดยเฉพาะเครื่องบนพระวิหารที่หักลงมา ต้องพระเมาฬีและพระกรข้างขวาจนแตกหัก<br />
ตกลงมากลายเป็นซากปรักหักพัง </p>
<p>นับแต่นั้นมาจนกระทั่งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕<br />
จึงได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้น เมื่อครั้งพระยาโบราณราชธานินทร์ ดำรงตำแหน่ง<br />
สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าครั้งนั้นได้มีการซ่อมพระเมาฬีและพระกรข้างขวา<br />
ด้วยปูนปั้น ส่วนพระวิหารที่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ก็ได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ด้วยเช่นกัน</p>
<p>ใน พ.ศ. ๒๔๗๔ คุณหญิงอมเรศศรีสมบัติ มีศรัทธาที่จะปฏิสังขรณ์ฐานพระมงคลบพิตรขึ้นใหม่<br />
ครั้นนั้นจำเป็นต้องลบรอยปูนปั้นของเดิมออกจนหมด</p>
<p>ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๙๙ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้มีการ<br />
บูรณะปฏิสังขรณ์พระมงคลบพิตร และพระวิหารขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง<br />
โดยเฉพาะองค์พระมงคลบพิตรนั้นได้ทาสีดำตลอดทั้งองค์</p>
<p>พ.ศ. ๒๕๓๓ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก<br />
เสด็จมาเป็นองค์ประธานเททองหล่อพระพุทธรูปพระมงคลบพิตรจำลอง<br />
ได้ประทานพระราชดำริว่าควรปิดทององค์พระมงคลบพิตรทั้งองค์<br />
ทำให้องค์พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะที่งดงาม น่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งขึ้น </p>
<p><img src="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/030.jpg" alt="" /><br />
<em>-พระมงคลบพิตรนับว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีลักษณะงดงามเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง<br />
ของกรุงศรีอยุธยาและเป็นที่เคารพสักการะมานานนับร้อยๆปี-</em></p>
<p><strong>จุดน่าสนใจ</strong></p>
<p><strong>พระมงคลบพิตร</strong> เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา<br />
มีสังฆาฏิพาดเหนือพระอังสาซ้าย ชายยาวลงมาจรดพระนาภี ภายในองค์ก่ออิฐเป็นแกนแล้วบุ<br />
ด้วยทองสัมฤทธิ์ มีขนาดหน้าตักกว้าง 9.55 เมตร ส่วนสูงเฉพาะองค์พระไม่รวมฐานบัว<br />
12.45 เมตร ส่วนฐานบัวสูง 4.50 เมตร พระเศียรวัดโดยรอบตรงบริเวณเหนือพระกรรณ<br />
7.25 เมตร พระพักตร์กว้าง 2.32 เมตร บัวหงายระหว่างพระรัศมีกับพระเกศาเมาลีสูง<br />
43 เซ็นติเมตร พระรัศมีเหนือบัวหงายสูง 1.30 เมตร พระกรรณยาวข้างละ 1.81 เมตร<br />
พระเนตรยาวข้างละ 1.05 เมตร พระนาสิกยาว 1.20 เมตร พระโอษฐ์ยาว 1.16 เมตร<br />
และเป็นพระพุทธรูปหล่อขนาดใหญ่องค์เดียวในประเทศไทย สันนิษฐานกันว่า สร้างในสมัย<br />
กรุงศรีอยุธยาตอนต้นราวแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ</p>
<p><strong>การเดินทาง</strong><br />
หากเดินทางมาจากรุงเทพโดยใช้ถนนสายเอเชีย(ทางหลวงหมายเลข 32)เลี้ยวซ้าย<br />
ตรงสี่แยกเข้าอยุธยา ตรงเข้ามาผ่านสะพานนเศวร ไปตาม ถ.โรจนะจนสุดถนน<br />
เลี้ยวขวาตรงศาลากลางเก่าไปจนถึงวงเวียน บริเวณที่ทำการตำรวจท่องเที่ยว<br />
เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 500 ม.จะมีทางแยกเลี้ยวขวาซึ่งจะเป็นด้านหลังวิหาร<br />
พระมงคลบพิตร </p>
<p>เปิดเวลา 07.00-18.00 น.</p>
<p><strong>Link อื่น ๆ</strong><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466370_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา</a><br />
<a href="http://203.146.21.155/thai/map_pop.php?img_url=map_2_1099466598_14ay.gif" target="_blank">แผนที่ตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา</a></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/watboran.wordpress.com/7/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/watboran.wordpress.com/7/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/watboran.wordpress.com/7/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/watboran.wordpress.com/7/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/watboran.wordpress.com/7/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/watboran.wordpress.com/7/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/watboran.wordpress.com/7/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/watboran.wordpress.com/7/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/watboran.wordpress.com/7/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/watboran.wordpress.com/7/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/watboran.wordpress.com/7/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/watboran.wordpress.com/7/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=watboran.wordpress.com&blog=695409&post=7&subd=watboran&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://watboran.wordpress.com/2007/01/22/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/3f0540899a4362606f8c04e5cb32c9a2?s=96&#38;d=identicon" medium="image">
			<media:title type="html">theloma</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/03/072.jpg" medium="image" />

		<media:content url="http://watboran.files.wordpress.com/2007/02/030.jpg" medium="image" />
	</item>
	</channel>
</rss>